| การโจมตีอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้จุดชนวนความกังวลต่อความเสี่ยงที่การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจหยุดชะงัก ท่ามกลางการประเมินของนักวิเคราะห์ว่าหากสถานการณ์ลุกลามสู่กรณีเลวร้ายที่สุด ราคาน้ำมันอาจทะยานสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปอาจพุ่งกว่า 130% วานดานา ฮารี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทวิจัยพลังงาน Vanda Insights กล่าวว่า สถานการณ์มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยากที่จะประเมินทิศทาง หากการสู้รบยืดเยื้อหลายวันและอิหร่าน รวมถึงกองกำลังพันธมิตรตอบโต้เต็มกำลัง อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดน้ำมัน รวมถึงการขนส่งน้ำมันผ่านตะวันออกกลางอาจชะงักงันครั้งใหญ่ เว้นแต่สหรัฐฯ จะสามารถลดศักยภาพกองทัพเรือและกำลังทหารอิหร่านได้ก่อน และคุ้มกันการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซให้ดำเนินต่อไปตามปกติ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรง นักลงทุนและตลาดจับตาช่องแคบฮอร์มุซเป็นพิเศษ ซึ่งหากการสัญจรผ่านเส้นทางนี้สะดุดลง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อการไหลเวียนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่างโอมานกับอิหร่าน เป็นเส้นทางขนส่งสำคัญและจุดคอขวดของน้ำมันดิบโลก โดยข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีน้ำมันราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวันไหลผ่าน คิดเป็นประมาณ 31% ของปริมาณน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก เส้นทางดังกล่าวเชื่อมโยงประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน, อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้ากับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันเสาร์ว่า เจ้าหน้าที่ภารกิจทางเรือของสหภาพยุโรป “Aspides” เปิดเผยว่า เรือพาณิชย์ได้รับข้อความวิทยุจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน เตือนว่า “ห้ามเรือลำใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระบุว่า เตหะรานยังไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะปิดเส้นทางน้ำดังกล่าว แม้ที่ผ่านมา อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้งเพื่อตอบโต้ก็ตาม บ็อบ แม็กแนลลี ประธาน Rapidan Energy Group ซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งไว้ที่ 75% กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้มีความเสี่ยงอย่างมากต่อตลาดน้ำมันและก๊าซโลก เนื่องจากต้องพึ่งพาการผลิตและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมาก ปัจจัยสำคัญคือ “ระยะเวลา” โดยการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและ LNG จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและขอบเขตของการหยุดชะงักในการผลิตและการส่งออกจากอ่าวเปอร์เซีย  ชี้กรณี Worst-case ดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลล์ ส่วนฉากทัศน์นั้น มีตั้งแต่อุปทานน้ำมันสะดุดเฉพาะการส่งออกของอิหร่าน ไปจนถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นฝันร้ายของตลาดโลก ซึ่งไม่เพียงกระทบปริมาณน้ำมันอิหร่านเท่านั้น แต่จะกระทบการเดินเรือทั้งหมดในเส้นทางนี้ ซอล คาโวนิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานของ MST Marquee กล่าวว่า สัญญาณเบื้องต้นบ่งชี้ว่า การโจมตีอาจขยายวงกว้าง และการตอบโต้มีแนวโน้มดึงหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียเข้าสู่ความขัดแย้ง ตลาดจะประเมินความเสี่ยงในหลายระดับ ตั้งแต่การส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่อาจหายไปถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปจนถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดคือ การปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ “หากอิหร่านมองว่า กำลังเผชิญภัยคุกคามต่อความอยู่รอด ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้สหรัฐฯ และพันธมิตรอาจจัดกำลังทหารคุ้มกันเส้นทางเดินเรือก็ตาม หากอิหร่านสามารถปิดช่องแคบได้สำเร็จ ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอาจรุนแรงมาก คาโวนิกยังประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันและการปฏิวัติอิหร่านในทศวรรษ 1970 ถึงสามเท่า และอาจดันราคาน้ำมันทะยานสู่หลักร้อยดอลลาร์ ขณะที่ราคา LNG อาจกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปี 2022 อีกครั้ง แอนดี ลิโพว์ ประธาน Lipow Oil Associates กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ แม้ขณะนี้ จะยังไม่มีการโจมตีโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่านก็ตาม โดยประเมินกรณีเลวร้ายที่สุด คือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ตามด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด โดยให้น้ำหนักฉากทัศน์ดังกล่าวไว้ที่ราว 33% หากอิหร่านถูกต้อนจนมุม Goldman ชี้ราคาก๊าซยุโรปอาจพุ่ง 130% หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทางด้าน Goldman Sachs เตือนว่า หากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องชะงักลงนาน 1 เดือน ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปอาจพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่า โดยปัจจุบันราคาก๊าซในฝั่งยุโรปและเอเชียยังแทบไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงจากสถานการณ์อิหร่านอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของปริมาณทั่วโลก โดยเฉพาะจากกาตาร์ ต้องขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าว หากเส้นทางถูกปิด ราคาก๊าซในยุโรปและ LNG ในตลาดเอเชียอาจทะยานขึ้นราว 130% ไปแตะระดับ 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู หากเกิดการหยุดชะงักยาวนานกว่าสองเดือน ราคาก๊าซในยุโรปมีแนวโน้มทะลุ 100 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง หรือประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งรุนแรงพอที่จะฉุดอุปสงค์ก๊าซทั่วโลกให้หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผลกระทบต่อก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ จะค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออก LNG สุทธิรายใหญ่ของโลก ที่มา CNBC และ Bloomberg 
|