หากพูดถึงโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีออนไลน์แบบ 100% มีค่าคอมมิชชั่นถูกและไร้ขั้นต่ำ รวมถึงเน้นให้บริการกลุ่มลูกค้ารายย่อยในประเทศไทย เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จัก "บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด (SBITO)" ซึ่งมีประสบการณ์ให้การบริการนักลงทุนไทยมามากกว่า 10 ปี รวมถึงยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม SBI GROUP ผู้นำการเทรดออนไลน์อันดับ 1 จากประเทศญี่ปุ่น
"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “คาซึนาริ โอกาวะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SBITO ที่เริ่มเข้ามาบริหารนับตั้งแต่ช่วงปี 63 ซึ่งผ่านสถานการณ์วิกฤติอย่างโชกโชนทั้ง โควิดไล่มาถึงจนปัญหานักลงทุนรายย่อยขาดความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างนักลงทุนที่เป็น Independent เพื่อสร้างยอด active ให้กับตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น
ทิศทางในอนาคตของ SBITO หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
นายคาซึนาริ กล่าวว่าในฐานะที่เป็นออนไลน์โบรกเกอร์ก็จะเน้นที่ผู้ลงทุนรายย่อย (Retail Investor) และอยากให้นักลงทุนเหล่านี้สามารถเป็น Independent (เป็นอิสระที่จะการลงทุนหรือตัดสินใจเองได้) ซึ่งแนวคิดนี้ก็จะเป็นแบบนี้ต่อไปในอนาคต โดยทำให้บริษัทแตกต่างจากโบรกเกอร์รายอื่นๆที่เน้นพวก wealthy
โดยสำหรับแผนการดำเนินงานในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็ยังจะเน้นเหมือนเดิมคือ กลุ่มผู้ลงทุนรายย่อยที่มีอิสระในการตัดสินใจลงทุนได้เอง โดยวิธีการที่จะทำให้นักลงทุนเป็นนักลงทุนอิสระได้นั้น บริษัทจะมีบริการต่างๆที่คอยสนับสนุนและช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเทรดเองได้ ซึ่งบริษัทมี Information หรือข้อมูลต่างๆที่จะเป็นแรงบันดาลใจกระตุ้นให้นักลงทุนได้เทรด
ในช่วงที่ผ่านมามีอุปสรรค์อะไรบ้าง และมีวิธีรับมืออย่างไร
ในเรื่องปัญหาต่างๆไม่คิดว่าเป็นอุปสรรค์ เพราะหน้าที่ของ SBITO คือ การหาลูกค้าใหม่ๆหรือนักลงทุนเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งตั้งแต่ตนเองเข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ปี 63 ก็มีปัญหาเรื่องโควิดเข้ามาและหลังนั้นก็เริ่มเลวร้ายลง รวมถึงความเลวร้ายก็ลงมาถึงทุกวันนี้ เพราะด้วยความที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนรายย่อยจึงมีภูมิคุ้มกันไม่ค่อยมากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับพวกผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth)
อย่างไรก็ตามมองว่าจริงๆแล้วตลาดหุ้นไทยก็มีช่วงเวลาของมันและบางครั้งก็สามารถทำกำไรกับตลาดได้ โดยอยากจะสื่อให้เห็นว่ามันมีโอกาสในการทำกำไรได้ แต่นักลงทุนรายย่อยหลายคนไม่ได้ active เพราะภาวะตลาดอยู่ในเชิงลบ จึงทำให้ไม่อยากลงทุนกันเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นการสนับสนุนหรือกระตุ้นให้นักลงทุนได้ลงทุนเป็นเป้าหมายของ SBITO ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปและเชื่อว่าควรจะทำมากกว่านี้อีก เพื่อที่จะพัฒนาให้เกิดผู้ลงทุนแบบ Independent มากขึ้น

แนวทางการส่งเสริมให้เกิดนักลงทุนแบบ Independent จะทำอย่างไร
ที่ผ่านมาบริษัทก็มีกิจกรรมต่างๆให้ผู้ลงทุนได้ลองเทรดเหมือนเล่นเกมส์ ตั้งแต่อันแรก คือ กิจกรรม SBITO Joystick Click to Win ที่ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และกิจกรรม SBITO Game of Trade ซึ่งเปิดให้นักลงทุนสามารถมาลองเทรดเสมือนจริง และปี 67 มีกิจกรรม SBITO SHOGUN TRADER CHAMPIONSHIP รวมถึงปี 68 จะมีการจัดกิจกรรม SBITO Ranger ซึ่งนักลงทุนจะสามารถเรียนรู้ได้ว่าจะเทรดและทำกำไรได้อย่างไร ซึ่งบริษัทจะมีการให้ข้อมูล ฟังชั่นต่างๆ และเครื่องมือในการเทรดต่างๆ ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้ข้อมูลได้ตลอดเวลาและมี Incentive ให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย
ปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยขาดความเชื่อมั่นมาก มีวิธีอย่างไรให้นักลงทุนไม่กลัวที่จะลงทุน
ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นหรือการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอนาคตจะยากขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งต้องให้ความรู้แก่นักลงทุนมากขึ้นเพื่อให้เขากล้ากลับเข้ามาเทรด โดยมองว่าการเทรดไม่ได้ใช้ความรู้อย่างเดียว แต่ต้องเอาข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเป็นเทคนิคในการเทรด ซึ่งการเทรดหุ้นก็เหมือนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ วัยทำงานหรือคนมีอายุแล้วก็ชอบเล่นเกมส์เหมือนกัน จึงเห็นความเหมือนของการเล่นเกมส์กับการเทรดหุ้นออนไลน์ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ และต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วเหมือนการเล่นเกมส์
"สิ่งสำคัญของผู้ลงทุนคือ จะต้องเรียนรู้จากการลงทุน ซึ่งหากยังไม่สำเร็จก็ต้องเรียนรู้ต่อไป โดยมองว่าตลาดเปิดทุกวัน ซึ่งมีเวลาให้คุณได้ทดลองและได้ฝึกฝนได้อยู่ทุกวัน เหมือนกับชีวิตของมนุษย์ที่บางคนก็ประสบความสำเร็จและบางคนก็ไม่สำเร็จ ซึ่งอยากให้นักลงทุนที่เทรดกับ SBITO ประสบความสำเร็จและเทรดได้กำไร เพราะบริษัทจะซัพพลอตทุกอย่างทั้ง ข้อมูล ความรู้ และเครื่องมือต่างๆ" นายคาซึนาริ กล่าว

สิ่งที่ควรผลักดันในตลาดหุ้นไทยคืออะไร
ตลาดหุ้นไทยควรจะต้องเพิ่มนักลงทุนมากขึ้น แต่ที่เกิดขึ้นจริงคือนักลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ผู้ลงทุนที่ active จริงๆกลับไม่เพิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและเป็นเรื่องใหญ่ โดยปัจจุบันทั้งอุตสาหกรรมมียอดนักลงทุนที่เปิดบัญชีออนไลน์ระดับ 1 ล้านบัญชี แต่กลับพบว่าที่ active จริงๆแค่ระดับ 1.2 - 1.3 แสนบัญชีเท่านั้น จึงทำให้เป้าหมายหลักๆคือการกระตุ้นการ active ของผู้ลงทุนให้มากขึ้น เพราะเป็นสิ่งสำคัญของตลาดหุ้นไทย
โดยทาง SBITO ก็กำลังหาทางที่จะเพิ่มผู้ลงทุนที่ active เข้ามามากขึ้นกว่านี้ พร้อมเชื่อว่าระดับยอดผู้ลงทุนที่ active ในระดับเหมาะสมคือ 5 แสนบัญชี จากปัจจุบันที่มีจำนวนบัญชีออนไลน์ที่ 1 ล้านบัญชี
ภาครัฐควรออกมาตรการด้านไหนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดผู้ลงทุนที่ active
ส่วนตัวเข้าใจว่าทางรัฐบาลหรือตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามที่จะรึเริ่มการกระตุ้นการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย แต่มองว่ามาตรการภาษีจริงๆแล้วยังไม่ค่อยพร้อม ควรจะมีมาตรการอุดหนุน (Subsidy) มากกว่า อาทิ หากลงทุนเท่าไหร่แล้ว ช่วยเหลือกี่เปอร์เซ็น ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนที่นักลงทุนไปลงทุนแล้วอาจให้เงินอุดหนุนตรงนี้ โดยยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนลงทุน 1 แสนบาท แล้วรัฐบาลอาจช่วยอุดหนุน 1 หมื่นบาท เป็นต้น ทั้งนี้มองว่าประโยชน์ของภาษีไทย (Tax benefit) น้อยกว่าที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเสนอว่าหากเป็นการอุดหนุนก็น่าจะดีกว่า เพราะเป็นวิธีที่ง่าย
เป้าหมายการขยายฐานลูกค้าของ SBITO เป็นอย่างไรบ้าง
บริษัทตั้งเป้าหมายขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นแตะ 2 แสนบัญชี ภายใน 3 ปีข้างหน้า (ปี 70) จากปัจจุบันที่มี 1.2 แสนบัญชี โดยบริษัทไม่ได้โฟกัสเรื่องมาร์เก็ตแชร์มาก (ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.5-0.6%) เนื่องจากฐานลูกค้าเป็นกลุ่มรายย่อย ซึ่งมีวอลุ่มการซื้อขายไม่ได้มากเมื่อเทียบกับโบรกเกอร์อื่นๆ โดยเป้าหมายฐานลูกค้าของ SBITO จะจับกลุ่มคนอายุ 37-38 ปี โดยเริ่มกลุ่มคนทำงานแล้วและโฟกัสที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วย
ส่วนยอด active ของลูกค้าปี 63-64 อยู่ที่ระดับ 2.5 หมื่นบัญชี แต่จากสถานการณ์ตลาดตอนนี้ที่ไม่ค่อยดีนักจึงลดลงเหลือประมาณ 1.2 หมื่นบัญชี โดยบริษัทจะพยายามกระตุ้นให้กลับมาสู่ระดับ 2 หมื่นบัญชี ซึ่งหากบริษัทบรรลุเป้าหมายการผลักดันให้เกิดนักลงทุนที่เป็น Independent ได้ ก็หวังว่าเป้าหมายต่างๆน่าจะเป็นไปได้ เพราะนักลงทุนที่เป็น Independent สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจลงทุนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ว่าตลาดจะเป็นสถานการณ์แบบไหนก็สามารถที่จะเทรดได้ เพราะเห็นโอกาสการลงทุนในทุกสถานการณ์
สัดส่วนธุรกิจของ SBITO ปัจจุบันเป็นอย่างไร
ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจของ SBITO หลักๆแบ่งเป็น ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และอนุพันธ์ และธุรกิจให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (Margin Trading) รวมถึงธุรกิจวาณิชธนากร (IB) อย่างไรก็ตามบริษัทไม่มีธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งหากมีก็จะทำให้มีช่องทางการหารายได้มากขึ้น แต่เนื่องจากกฎระเบียบปัจจุบัน SBITO ยังไม่สามารถทำได้ แต่หากเปิดช่องให้บริษัทก็อยากจะทำธุรกิจนี้เหมือนกัน เพราะบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นมีบริการด้านนี้อยู่แล้ว
การแข่งขันค่าคอมมิชชั่นของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร
ตอนนี้ค่าคอมมิชชั่นของอุตสาหกรรมในปัจจุบันไม่ได้ถูกหรือแพง (ปัจจุบันค่าคอมของ SBITO เฉลี่ยอยู่ที่ 0.075-0.02%) แต่หากจะต่ำไปกว่าระดับนี้ก็ไม่น่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม ซึ่งก่อนที่จะไปลดค่าคอมมิชชั่นควรทำให้ตลาดหุ้นน่าดึงดูดมากกว่านี้จะเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากกว่า โดยส่วนตัวรู้สึกว่าตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์น่าดึงดูดอยู่ แต่นักลงทุนหลายคนไม่คิดแบบนั้น เพราะว่าดัชนีปรับตัวลดลงมาเรื่อยๆ แต่หากดูที่กราฟจะพบว่ามันไม่ได้ลดลงอย่างเดียว โดยมีทั้งปรับตัวขึ้นและลง เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาสในการทำกำไรได้
ส่วนการแข่งขันตอนนี้ไม่สูง เพราะทุกคนพยายามให้อยู่รอดไปให้ได้ ซึ่งเพื่อจะให้แข็งแกร่งขึ้นก็ต้องมีการควบรวมกิจการมากขึ้น แต่ก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นมาก
แผนธุรกิจและเป้าหมายปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง
สำหรับแผนธุรกิจปีนี้จะเน้นการเพิ่มนักลงทุนรายย่อยเข้ามาโดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่ active โดยจะเริ่มต้นจากการเปิดบัญชีให้ได้มากที่สุด จากปีก่อนที่มียอดเปิดบัญชีลูกค้าใหม่จำนวน 1.4 หมื่นบัญชี ส่วนกลยุทธ์ปีนี้นั้นอยากจะมีบริการที่หลากหลายและอยากให้การลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งบริษัทพยายามซัพพลอตนักลงทุนโดยมีเครื่องมือ เช่น SBITO แอปพลิเคชั่น,SBITO SCOUTER ที่เป็นเครื่องมือเอื้อให้นักลงทุนในการเทรดทั้งตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ รวมถึงบริการด้าน AI ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าสะดวกสบายในการลงทุนและเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง







