ผ่ามุมมอง “เจมส์ แอนดริว มัวร์” ที่ปรึกษาการสิ่งแวดล้อม และสินเชื่อสีเขียว เตือนรัฐบาลใหม่ต้องรักษาโมเมนตัมลงทุนไฟฟ้าสีเขียว ชิงนักลงทุนต่างชาติ ก่อนถูกเพื่อนบ้านอาเซียนแซง ย้ำปี 69 กลยุทธ์ ESG เป็นอาวุธสำคัญ สร้างมูลค่าธุรกิจ ชี้ไม่เริ่มวันนี้ อีก 5-10 ปี จะไม่มีที่ยืนบนโลก เพราะเสียเปรียบการค้าอย่างรุนแรง
เมื่อโลกเริ่มกำหนดกติกาสากลให้ภาคธุรกิจต้องเดินหน้าสู่ความยั่งยืน การทำธุรกิจจึงไม่สามารถเติบโตบนต้นทุนที่ผลักภาระให้สิ่งแวดล้อมและสังคมอีกต่อไป พราะกฎใหม่บังคับให้ต้องวัดและเปิดเผยผลกระทบอย่างโปร่งใส ทั้งเพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยเฉพาะโลกตะวันตกได้วางรากฐานมาเป็นเวลานาน จนพัฒนาเป็นกฎหมายเข้มข้นหลายฉบับและเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว
ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่จัดเก็บภาษีคาร์บอนสินค้านำเข้า กฎหมายรายงานความยั่งยืนของยุโรป (CSRD) ระบบจำแนกธุรกิจสีเขียว (EU Taxonomy) กฎหมายตรวจสอบความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน (CSDDD) กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation หรือ EUDR) รวมถึงระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ขยายผลไปยังประเทศนอก EU ด้วย
ขณะเดียวกัน ยังรวมไปถึงการกำหนดมาตรฐานการรายงานระดับโลกของ ISSB และกฎหมายเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลายประเทศ ซึ่งสะท้อนชัดว่าโลกกำลังเข้มข้นขึ้นอย่างเป็นระบบ และประเทศไทยเองก็อยู่ในทิศทางเดียวกัน โดยเริ่มวางรากฐานและถกเถียงอย่างจริงจังในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
ปีนี้จึงถือเป็นปีที่เริ่มมีการ “ลงมือทำ” เพื่อพิสูจน์ความรับผิดชอบต่อโลกอย่างเป็นรูปธรรม และหวังผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะหากไม่ปรับตัว ธุรกิจอาจต้องหลุดออกจากขบวนซัพพลายเชนสีเขียวในที่สุด
วัดใจรัฐบาลใหม่ ทำ PPA–พลังงานสีเขียว ดึงนักลงทุน หนีคู่แข่งอาเซียน
ในมุมมองของ “เจมส์ แอนดริว มัวร์” ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สินเชื่อสีเขียว และตลาดคาร์บอน บริษัท Azolla Climate จำกัด การสร้างโอกาสเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคตต้องมองควบคู่กับจุดยืนของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยประเทศไทยมีแนวโน้มการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่เริ่มต้นนำหน้าหลายประเทศในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการรักษาแรงโมเมนตัมให้ทำต่อเนื่อง เพื่อทิ้งห่างประเทศเพื่อนบ้านที่เริ่มเดินเกมจริงจังเช่นกัน โดยเฉพาะเวียดนาม
หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่การเปิดโอกาสให้มีไฟฟ้าพลังงานสีเขียวในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ผ่านการเร่งระบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) และการเปิดให้บุคคลที่สามเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกซื้อพลังงานสะอาดจากผู้ผลิตรายอื่นได้โดยตรง เพิ่มทางเลือก เสริมการแข่งขัน และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ การเร่งให้มีไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้น ยังช่วยตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่กำลังรอความชัดเจนจากภาครัฐ แม้ทุกพรรคการเมืองจะมีนโยบายที่เข้าใจโจทย์ แต่แนวทางการนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง คือสิ่งที่ต้องพิสูจน์
มัวร์ชี้ว่า “นี่คือจุดสำคัญ เพราะสัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยอยู่เพียง 10–13% ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน หากไม่เร่งเปิดเสรีด้านพลังงาน บริษัทต่างชาติและศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะเข้ามาลงทุนได้ยาก และอาจย้ายฐานไปประเทศอื่น”
ปีแห่ง ESG เป็นกลยุทธ์มากกว่ารายงาน
สำหรับปี 2569 คำว่าความยั่งยืน (Sustainability) และ ESG ซึ่งครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ และต้องถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขการเข้าตลาด การลดต้นทุน และการสร้างการเติบโตในระยะยาว
แตกต่างจากในอดีตที่ ESG มักถูกแยกส่วน ทำเพียงรายงานประจำปีหรือรายงานความยั่งยืนในกรอบ CSR และพบมากในอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง ปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดระดับโลก หากต้องการเป็นผู้เล่นหรือคู่ค้าในภูมิภาคใดก็ตาม ธุรกิจจำเป็นต้องนำมาตรฐานที่ตลาดกำหนดมาใช้ และดำเนินการตามนโยบาย ESG Supply Chain Policy ของลูกค้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการทำโดยสมัครใจอีกต่อไป
ในบริบทของประเทศไทย เรื่องนี้เริ่มเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจนในปีนี้ หลังจากต่างประเทศได้เริ่มต้นมากว่า 10 ปี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับของเสียและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากการคิดแบบแยกส่วน สู่การกำหนดเป็นระบบ
กล่าวได้ว่า ESG คือ “ตั๋ว” สำหรับการเข้าถึงซัพพลายเชนระดับโลก เพราะความยั่งยืนได้กลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้ธุรกิจอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ความได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้า การได้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจ (License to operate) และการเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวที่มีต้นทุนต่ำกว่าเดิมมาก
มัวร์มองว่า ในปีนี้ประเทศไทยจะเริ่มเห็นกรณีตัวอย่างของธุรกิจที่ทำ ESG แล้วสามารถขยายตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่หลายองค์กรไม่แน่ใจว่าทำไปเพื่ออะไร
ในที่สุด ความยั่งยืนจึงเดินมาถึงจุดที่เรียกว่า หากไม่ทำจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (Sustain or Die) ไม่ต่างจากยุคที่บริษัทอย่าง Nokia หรือ BlackBerry ไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมได้ทันโลก และต้องหายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว
4 พันบริษัทรายงาน CO₂ เปลี่ยนซัพพลายเชนทั้งหน้ากระดาน
ด้านกฎระเบียบ ประเทศไทยเริ่มยกระดับ ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น โดยในเดือนธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกฎหมายโลกร้อนฉบับแรกของประเทศ เพื่อเร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับโครงสร้างการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในยุค Low Carbon Economy
ในระยะแรก จะมีการบังคับให้นิติบุคคลควบคุมรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาดว่าจะมีประมาณ 4,000 ราย พร้อมกลไกกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น เริ่มจากภาษีคาร์บอนภายใต้กรมสรรพสามิตในกลุ่มน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
นอกจากนี้ ยังรวมถึงมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (Thailand CBAM) ให้เทียบเคียงมาตรฐาน EU การกำหนดระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และระบบคาร์บอนเครดิต ซึ่งอนุญาตให้นำคาร์บอนเครดิตของไทยมาหักลบสิทธิการปล่อยก๊าซภายใต้ ETS ได้ไม่เกิน 15%
ท้ายที่สุด ร่างกฎหมายยังได้จัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อสร้างเงินหมุนเวียนสำหรับการลงทุน เสริมภูมิคุ้มกัน ลดผลกระทบจากความสูญเสีย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านในภาคพลังงานสะอาด เกษตร และระบบเตือนภัยในอนาคต












