เผยแพร่เมื่อ 8 เมษายน 2026
ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดกั้น เรือกว่า 800 ลำหาทางออก
ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดกั้นเป็นส่วนใหญ่ หลังการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังไม่ทำให้การเดินเรือกลับสู่ภาวะปกติ โดยมีเรือบรรทุกสินค้ากว่า 800 ลำ ติดค้างอยู่ภายในอ่าว และมีเรือมากกว่า 1,000 ลำ รออยู่ทั้งสองฝั่ง ขณะที่เจ้าของเรือ กลุ่มประกันภัย และองค์กรด้านการเดินเรือยังรอความชัดเจนเรื่องความปลอดภัยก่อนตัดสินใจใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบอีกครั้ง
มีเพียง 3 ลำที่ออกจากพื้นที่ ขณะที่ความเสี่ยงยังสูง
รายงานระบุว่าเช้าวันพุธมีเพียง 3 ลำ ที่ออกจากพื้นที่ได้จริง สะท้อนว่าการกลับมาใช้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีการประกาศสิ้นสุดการสู้รบชั่วคราวแล้วก็ตาม สถานการณ์นี้ทำให้การเคลื่อนย้ายเรือในอ่าวเปอร์เซียยังคงต้องพึ่งพาการประสานงานด้านความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด
กลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ เจ้าของเรือ กลุ่มประกันภัย องค์กรด้านการเดินเรือ รวมถึงผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง A.P. Moller-Maersk A/S, Nippon Yusen KK, Hapag-Lloyd, IMO และ Bimco ต่างจับตาสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพราะการออกจากอ่าวโดยไม่ประสานงานล่วงหน้าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเรือและลูกเรือ
ตามคำกล่าวของ Bimco ระบุว่า "การออกจากอ่าวโดยไม่ประสานงานล่วงหน้าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและไม่แนะนำ" ซึ่งสะท้อนว่าความปลอดภัยยังเป็นปัจจัยหลักก่อนที่เส้นทางเดินเรือจะกลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติ
ช่องแคบฮอร์มุซกระทบราคาน้ำมันและประกันเรืออย่างไร
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนเกือบ หนึ่งในห้า ของการขนส่งพลังงานทางเรือทั่วโลก ความไม่แน่นอนในเส้นทางนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และเบี้ยประกันภัยเรือ
ผลกระทบเริ่มเห็นชัดในกลุ่มเรือพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดค้างมากที่สุด รวมถึงแทนก์เกอร์น้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิงสะอาด LPG และ LNG เจ้าของเรือและผู้รับประกันยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเดินเรือผ่านช่องแคบ เพราะต้นทุนประกันและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยยังอยู่ในระดับสูง
ในเชิงตลาด การที่เรือจำนวนมากยังไม่สามารถออกจากอ่าวได้ อาจกระทบต่อมุมมองของนักลงทุนต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง พลังงาน และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะเมื่อความไม่แน่นอนด้านเส้นทางเดินเรืออาจนำไปสู่แรงกดดันต่อ freight rates และความเสี่ยงด้านการจัดส่งสินค้าในระยะสั้น
มุมมองจากตลาด: การค้าไม่น่ากลับสู่ภาวะปกติทันที
Neil Roberts หัวหน้าด้านทะเลและการบินของ Lloyd’s Market Association กล่าวไว้ว่า "เป็นไปได้ต่ำมากที่การค้าจะกลับมาเป็นปกติทันที" ซึ่งสะท้อนว่าผู้ให้บริการเดินเรือและผู้รับประกันยังไม่มองว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ในเวลาอันสั้น แม้จะมีสัญญาณหยุดยิงชั่วคราวก็ตาม
สำหรับภาคพลังงานและภาคการค้าระหว่างประเทศ สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือรายละเอียดของแผนการเดินเรือปลอดภัยจากสหรัฐและอิหร่าน ท่าทีของบริษัทเดินเรือและกลุ่มประกันภัยต่อการกลับมาใช้ช่องแคบ รวมถึงการเคลื่อนไหวของเรือ LNG และแทนก์เกอร์ในอ่าว เพราะทั้งสามปัจจัยนี้จะเป็นตัวชี้ว่าการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติได้เร็วแค่ไหน
ประเด็นที่ต้องติดตาม
- รายละเอียดแผนการเดินเรือปลอดภัยจากสหรัฐและอิหร่าน
- ท่าทีของบริษัทเดินเรือและกลุ่มประกันภัยต่อการกลับมาใช้ช่องแคบ
- การเคลื่อนไหวของเรือ LNG และแทนก์เกอร์ในอ่าว
- สัญญาณการกลับมาของการเดินเรือปกติในช่องแคบฮอร์มุซ
การประเมินผลกระทบต่อนักลงทุน
สำหรับนักลงทุน ความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยการเดินเรือและต้นทุนประกัน ซึ่งอาจกดดันมุมมองต่อหุ้นในกลุ่มขนส่ง พลังงาน และโลจิสติกส์ได้ในระยะสั้น ขณะเดียวกันตลาดน้ำมันและก๊าซยังอาจผันผวนตามข่าวความคืบหน้าเรื่องการเปิดทางเดินเรือ
ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ควรจับตาทั้งราคาน้ำมัน ความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกพลังงาน และการตัดสินใจของผู้รับประกัน เพราะปัจจัยเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนการค้าโลกและความเชื่อมั่นในเส้นทางเดินเรือผ่านตะวันออกกลาง
แท็ก: Macro, Energy, Shipping, Geopolitics, Insurance, Trade Route, Middle East, Hormuz Strait, Freight, LNG
ผู้เขียน: กองบรรณาธิการข่าวการเงิน
ภาพประกอบ: ช่องแคบฮอร์มุซและการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย Alt Text: เรือบรรทุกสินค้าจำนวนมากติดค้างใกล้ช่องแคบฮอร์มุซหลังการหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
CTA: ดูภาพรวมตลาดพลังงาน | อ่านวิเคราะห์ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน Brent | ดู Calendar เหตุการณ์ตลาดโลก | ติดตามกลุ่มหุ้นขนส่งและโลจิสติกส์