ทำไมการบินไทยถึงปรับราคาตั๋วขึ้น ท่ามกลางการขยายฝูงบินอย่างมาก?
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ประกาศแผนขยายกำลังการผลิตด้านผู้โดยสารในปี 2569 เติบโต 5-6% พร้อมเพิ่มจำนวนเครื่องบินจาก 80 ลำเป็น 102 ลำ และปรับราคาตั๋วโดยสารขึ้น 10-15% เพื่อรับมือกับต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยตั้งเป้าอัตรากำไรจากการดำเนินงานโตระดับกลาง 10%
แนวโน้มธุรกิจการบินไทยปี 2569
การบินไทยวางเป้าหมายด้านปริมาณการผลิต (ASK) เติบโต 5-6% จากปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากเครื่องบินใหม่ที่ทยอยเข้ามา โดยเฉพาะเครื่องบินลำตัวกว้างในช่วง Q3-Q4 ปี 2569 ขณะที่อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ตั้งเป้าไว้ที่ 78-80% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 79.2% สำหรับผลงานในไตรมาสแรกของปี 2569 ยอด 2 เดือนแรกดำเนินการเป็นไปตามปกติ และยอดจองตั๋วล่วงหน้าในเดือนมีนาคม 2569 ยังไม่ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ยังคงแข็งแกร่ง มี Cabin Factor สูงถึง 80-90%
แผนขยายฝูงบินการบินไทย
การบินไทยมีแผนเพิ่มจำนวนเครื่องบินจาก 80 ลำ ณ สิ้นปี 2568 เป็น 102 ลำ ในปี 2569 คิดเป็นการเติบโตถึง 27.5% โดยแบ่งเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง 67 ลำ และลำตัวแคบ 35 ลำ เครื่องบินใหม่ที่จะรับมอบในปี 2569 ได้แก่
- Boeing 787 จำนวน 14 ลำ
- Airbus A321 NEO จำนวน 14 ลำ
นอกจากนี้ การบินไทยยังมีแผนปลดระวางเครื่องบินรุ่นเก่า อาทิ B777-200ER, B787 Family และ A350-900 เพื่อปรับฝูงบินให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สาเหตุการปรับราคาตั๋วโดยสาร 10-15%
การบินไทยประกาศปรับราคาตั๋วโดยสารขึ้น 10-15% เพื่อสะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยบริษัทยืนยันว่าสามารถขยับราคาได้ตามเพดานที่กำหนดร่วมกับกรมการบินพลเรือน (กพท.) และหากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีก สามารถยื่นขอปรับเพิ่มเพดานราคาได้ ทั้งนี้ ต้นทุนเชื้อเพลิงคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 30-35% ของต้นทุนรวมของสายการบิน
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและความยั่งยืน
การบินไทยมุ่งเน้นการปรับฝูงบินให้ทันสมัยเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง 15-20% และเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านการบริหารสภาพคล่อง บริษัทยังไม่มีแผนจัดหาแหล่งเงินกู้ใหม่ โดยโฟกัสดูแลสภาพคล่องให้มั่นคง พร้อมอยู่ระหว่างพิจารณาการจัดอันดับเครดิต (Credit Rating) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลให้บางเส้นทางต้องบินอ้อมประเทศอิหร่านมากขึ้น แต่การบินไทยยังไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินใด และได้รับผลกระทบเชิงบวกในระยะสั้น จากการที่ฮับการบินในตะวันออกกลางปิดตัวลงชั่วคราว ทำให้ผู้โดยสารหันมาใช้บริการของการบินไทยมากขึ้น และมีการบินเส้นทางตรงเพิ่มขึ้น โดยยอดจองตั๋วล่วงหน้าเดือนมีนาคม 2569 ยังเป็นบวกเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยที่นักลงทุนควรติดตาม
- ราคาน้ำมันอากาศยาน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักคิดเป็น 30-35% ของต้นทุนรวม ความผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจกดดันกำไรในระยะสั้น
- อัตราแลกเปลี่ยน THB/USD ที่มีผลต่อต้นทุนค่าเช่าเครื่องบิน ค่าบำรุงรักษา และราคาน้ำมัน
- Cabin Factor ว่าสามารถรักษาระดับ 78-80% ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- การแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะจากสายการบินตะวันออกกลางที่อาจกลับมาแข่งขันได้เต็มที่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
- ผลการจัดอันดับเครดิต ที่อาจช่วยลดต้นทุนการระดมทุนและเพิ่มความน่าเชื่อถือของบริษัทในระยะยาว
สรุปมุมมองต่อหุ้น THAI
การบินไทยมี Growth Story ที่ชัดเจน จากการขยายฝูงบินเพิ่มขึ้น 27.5% พร้อมเป้าหมายกำไรจากการดำเนินงานโตระดับกลาง 10% สะท้อนถึงโมเมนตัมการเติบโตที่แข็งแกร่งหลังการฟื้นฟูกิจการ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน ความท้าทายในการรักษา Cabin Factor ท่ามกลางการเพิ่มที่นั่งอย่างมาก รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่อาจกระทบต่ออุปสงค์การเดินทางในระยะต่อไป