| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายแบบผสมผสานในวันอังคาร (16 ธ.ค.) โดยดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ปิดแดนลบ หลังได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์และพลังงาน ขณะที่ดัชนีแนสแดคพลิกกลับมาปิดในแดนบวก ด้านนักลงทุนประเมินข้อมูลเศรษฐกิจที่รายงานล่าช้าเนื่องจากการชัตดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในปีหน้า ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 48,114.26 จุด ลดลง 302.30 จุด หรือ 0.62% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,800.26 จุด ลดลง 16.25 จุด หรือ 0.24% และดัชนีดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,111.46 จุด เพิ่มขึ้น 54.05 จุด หรือ 0.23% รายงานจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ย. หลังลดลงในเดือน ต.ค. เนื่องจากการตัดลดการใช้จ่ายของภาครัฐ อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงาน ขยับขึ้นสู่ระดับ 4.6% ในเดือนพ.ย. ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกัน รายงานอีกฉบับระบุว่า ยอดค้าปลีกเดือนต.ค. อยู่ในระดับทรงตัว ต่ำกว่าผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยรอยเตอร์ส ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า ตัวเลขอาจบิดเบือนจากการเก็บข้อมูลที่ล่าช้า เนื่องจากการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลาง มาร์ก แฮ็กเก็ตต์ (Mark Hackett) หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Nationwide กล่าวว่า ข้อมูลเหล่านี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้อมูลเศรษฐกิจพร้อมกับตีความว่า จะส่งผลต่อท่าทีของเฟดอย่างไร ข้อมูลที่ประกาศออกมาในวันนี้จึงไม่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดมากนัก หลังการประกาศข้อมูลดังกล่าว นักลงทุนประเมินว่า มีโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมอย่างน้อย 0.58% ในปีหน้า มากกว่าระดับ 0.25% ที่เฟดส่งสัญญาณไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน  ด้านรายงานของวอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ เตรียมสัมภาษณ์คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดในวันพุธนี้ เพื่อสรรหาผู้ที่จะมารับตำแหน่งประธานเฟดคนต่อไป หุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่ามี 8 กลุ่มที่ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปิดลบมากที่สุด ซึ่งร่วงเกือบ 3% หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ลดลง 1.28% ความเคลื่อไหนของหุ้นรายตัว พบว่าหุ้น Pfizer ร่วงไป 3.4% หลังบริษัทยาคาดการณ์ว่าปี 2026 จะเผชิญความท้าทายจากยอดขายผลิตภัณฑ์โควิด-19 ที่อ่อนแอและอัตรากำไรที่ถูกกดดัน ส่วนหุ้น Humana ร่วง 6% หลังบริษัทประกันสุขภาพรายนี้ ประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารโดยไม่เปิดเผยรายละเอียด ในบรรดาหุ้นรายตัวอื่น ๆ พบว่าหุ้น B. Riley ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจ พุ่งขึ้น 53.8% หลังรายงานกำไรในไตรมาส 2 สอดคล้องกับคาดการณ์ หลังจากขาดทุนในปีก่อน ขณะที่หุ้น Comcast เพิ่มขึ้น 5.4% หลังเดวิด เฟเบอร์ ผู้สื่อข่าวสายการเงินของ CNBC คาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่นักลงทุนเชิงรุกอาจเข้ามามีบทบาท นอกจากนี้ รายงานของรอยเตอร์สระบุว่า แนสแดค ได้ยื่นเอกสารต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียมเปิดการซื้อขายหุ้นตลอด 24 ชั่วโมง นับเป็นการเดินตามรอยตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและ Cboe Global Markets ที่ประกาศแผนในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้ ที่มา Reuters 
|