ปัจจุบันปัญหาการกระทำความผิดของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นวงกว้างและถือเป็นเรื่องท้าทายของกลุ่มผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯในยุคปัจจุบันที่ต้องปรับตัวและการยกระดับมาตรการต่างๆเพื่อป้องกันและป้องปรามผู้กระทำความผิดมากขึ้น
"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ได้รับเกียรติจาก "ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์" ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ลำดับที่ 19 มาช่วยให้ข้อมูลถึงแผนงานในช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งปรับปรุงกระบวนการดำเนินคดีให้รวดเร็วขึ้น แก้กฏหมายยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด รวมถึงพัฒนาโปรดักส์ใหม่ๆ เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้รีบกลับมาโดยเร็ว
*** ให้คะแนนตลาดหุ้นไทยสอบผ่าน เหตุเชื่อยังมีโอกาสอีกมาก ชี้แวลู่ชั่นยังต่ำกว่าราคาทางบัญชี
ช่วงที่ตนเข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการ ตลท. เกิดปัญหาในหลายเรื่อง อาทิ เรื่องความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย,ปัญหาด้านเศรษฐกิจ,บริษัทไทยก็ไม่มีเรื่องใหม่ๆ รวมปัญหาการเมืองในหลายภูมิภาค ซึ่งหากจะให้คะแนนดัชนีหุ้นไทยที่เคยปรับตัวขึ้นสูงสุดปี 61 ที่ 1,800 จุด และทุกวันนี้ก็ลดลงมาที่ระดับ 1,300 จุด หรือลดลงราว 500 จุด ซึ่งมองว่าเกิดจากพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยถ้าให้คะแนนคงให้ที่ระดับ 6-7 คะแนน ซึ่งเกินครึ่งและตลาดหุ้นไทยไม่ได้แย่ขนาดนั้น เนื่องหุ้นหลายตัวในตลาดยังมีโอกาส เพราะแวลู่ชั่นยังต่ำกว่าราคาทางบัญชีเยอะมาก แต่ว่าด้วย Sentimental ของนักลงทุนที่พอเกิดวิกฤตหลายอย่างจึงไม่มั่นใจและธุรกิจบางอย่างก็ไม่เติบโต
อย่างไรก็ตามคิดว่าหุ้นไทยยังมีโอกาสอีกมาก เนื่องจากในช่วงที่การเมืองเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดการโยกย้ายฐานการผลิตและรัฐบาลก็ส่งเสริมเรื่องระเบียงเศรษฐกิจภาคตระวันออก (EEC),กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และคราวด์ แต่อาจไม่ได้ส่งผลได้เร็วอย่างที่คิด เพราะการให้เข้ามาเปิดบริษัทต้องใช้เวลา ดังนั้นหากมีการโยกย้ายฐานการผลิตของบริษัทใหญ่ๆเข้ามาในประเทศไทยเศรษฐกิจไทยก็จะดีขึ้น และส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่เป็นซัพพลายเชนของบริษัทเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์ โดยข้อมูลปัจจุบันพบว่ามีบจ.ที่มีรายได้จากต่างประเทศเกิน 54% ซึ่งหากเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลกดี บริษัทเหล่านี้ก็จะต้องมีผลงานที่ดีและส่งผลให้ราคาหุ้นดีตามไปด้วย จึงยังให้คะแนนตลาดหุ้นไทยสอบผ่าน ไม่ได้สอบตก แต่ว่าจะได้คะแนนเกียรตินิยมหรือไม่คงต้องใช้เวลานิดนึง
*** ชี้เศรษฐกิจไทยยังเป็นจุดแข็ง และจุดอ่อนคือการเมืองไทยที่ยังไม่แน่นอน
มองว่าจุดแข็งของประเทศไทยคือเศรษฐกิจภาพรวมไม่ได้แย่มากนัก เพราะมีความเข้มแข็งและมีเงินทุนสำรองฯสูง รวมถึงหนี้สาธารณะไม่สูงมาก ส่วนภาคธนาคารยังไม่ได้แย่ขนาดนั้น โดยสิ่งที่เป็นจุดแข็งคือโอกาสที่ยังเติบโตได้โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว หลังในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมากิจกรรมหลายอย่างรายได้เกินเป้าที่วางไว้ เช่น ธุรกิจอาหาร,โรงแรม และนิคมฯ เป็นต้น ซึ่งสะท้อนว่าจุดแข็งยังมีอยู่ เพียงแต่ว่ายังไม่คลิกที่จะทำให้มันเติบโต ซึ่งผมคิดว่าคงต้องรอเวลาที่เหมาะสมและรัฐบาลก็พยายามจะทำและเอกชนก็ต้องทำ
ส่วนภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จึงอาจส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหนี้ครัวเรือนก็จะมีปัญหา เช่น กลุ่ม Consumer Finance ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหวังว่ารัฐบาลก็จะมีโครงการดิจิทัลขึ้นมา โดยหวังว่าธุรกิจต่างๆก็จะได้อานิสงส์ เพราะเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งยังมีความหวังว่าหากมีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบและการลงทุนตรงจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มเติม ต่างประเทศย้ายฐานการผลิตมาในประเทศไทยมากขึ้น เงินบาทไม่อ่อนมาก นักท่องเที่ยวก็จะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะฉะนั้นนี่คือจุดแข็งของประเทศไทยและรัฐบาลก็พยายามที่จะส่งเสริมในเรื่องของดิจิทัลหรือดึงนักลงทุนต่างชาติมาอยู่ในประเทศไทย เพราะเราเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนเก่งๆ เนื่องจากค่าครองชีพที่ถูกกว่าประเทศสิงคโปร์,ฮ่องกง และญี่ปุ่น
ส่วนจุดอ่อนคือการเมืองไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาลตัดสินคดีนายกรัฐมนตรีหรือการยุบพรรคต่างๆ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองก็มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย
อย่างไรก็ตามในแง่ของจุดอ่อนของตลาดหุ้นไทย มองว่าหุ้นไทยเทรดต่ำกว่าราคาบุ๊คค่อนข้างมาก โดยโครงการที่กำลังศึกษาร่วมกับคณะกรรมการตลท.ที่มีการไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้คือเรื่องแวลู่แอปโปรแกรม ซึ่งเขาจะดูแวลู่ของแต่ละบริษัทว่ามีมูลค่าที่แท้จริงเท่าไหร่ ซึ่งบริษัทต่างๆจะต้องมาเข้าในโปรแกรมกับรัฐบาลหรือตลาดว่าภายใน 3 ปีมีโครงการอะไรบ้างและจะจ่ายปันผลยังไง โดยรัฐบาลจะเสนอสิทธิประโยชน์ให้ เช่น จ่ายภาษีน้อยลงเพื่อดึงดูดให้บริษัทเหล่านี้เข้าโปรแกรมเพื่อจ่ายปันผลสูงๆและดึงดูดให้นักลงทุนมาลงทุนในหุ้นเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราก็อยากนำโครงการนี้มาทำในประเทศไทย เพื่อสร้างจุดแข็งของบจ.ที่ซ่อนอยู่ขุดออกมา โดยคงต้องมี Incentive ให้เขาในการทำแบบนี้ อาจต้องเขียนแผนว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าบริษัทจะทำอะไร นี้คือสิ่งที่จะสร้างจุดแข็งให้กับหุ้นไทย
*** จ่อปรับกระบวนการเอาผิดกับผู้กระทำความผิดแบบเร่งด่วน - ดึง AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล บจ.
สำหรับการบังคับใช้กฏหมายกับผู้กระทำความผิดนั้น มองว่าตลาดหลักทรัพย์เหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งหากพบอะไรที่ผิดปกติเราก็เป็นด่านหน้า แต่ว่าระบบปัจจุบันพอส่งไปแล้วเขาก็ต้องสอบสวนใหม่และทำให้เสียเวลา จึงมีการคุยกันว่าควรจะทำให้เร็วขึ้น โดยเอาผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายหรือเอาเงินคืนจากกระบวนการยึดอายัดทรัพย์ของคดีหลักทรัพย์ฯ เช่น การปั่นหุ้นหรือการทุจริตในตลาดทุน จากวันนี้ที่พอจับได้เงินต้องส่งเข้ารัฐ แต่ผู้เสียหายไม่ได้เงิน เพราะต้องไปฟ้องต่างหาก เราจึงคิดว่าหากทำเรื่องนี้เร็ว หากใครทำผิดจะถูกอายัดเงินไว้ก่อนจนศาลตัดสิน
โดยกระบวนการที่เราคุยกันวันนี้จะร่วมมือกับ ก.ล.ต.,ปปง.,ดีเอสไอ และอัยการ เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้ภายในไม่เกินกี่เดือน ซึ่งท่านประธาน ก.ล.ต.ได้ให้สัมภาษณ์ว่าการดำเนินการไม่ใช่หลักปี แต่เพียงแค่หลักเดือนเท่านั้น โดยจากการไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้พบว่าหากเป็นเคสใหญ่ๆในเกาหลีใต้เพียง 1 เดือนสามารถส่งฟ้องได้เลย ส่วนที่ญี่ปุ่นใช้เวลา 3 เดือน ซึ่งการพิจารณาของเขาจะเร็ว ส่วนของเราแค่ส่งเรื่องไปก.ล.ต.และส่งเรื่องไปพนักงานสอบสวนโดยเฉลี่ยใช้เวลา 3-5 ปี ซึ่งจะทำให้ผู้กระทำความผิดไม่กลัวและยังทำผิดต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งหากเราแก้ไขตรงนี้ได้ก็จะช่วยได้มาก
ถัดมาที่จะใช้คือการใช้ AI และคนมาช่วยวิเคราะห์ดูข้อมูล เช่น งบการเงิน ซึ่งตลาดเริ่มจะตั้งหน่วยเฉพาะกิจที่เข้ามาส่องเรื่องงบการเงินที่ผิดปกติหรือราคาหุ้นขึ้นผันผวนมาก ซึ่งจะนำข้อมูลเหล่านี้มารวบรวมวิเคราห์โดยบิ๊กดาต้าและไปสอบถามยังบริษัทต่างๆ ซึ่งจะช่วยความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นและเชื่อจะเป็นมาตรการที่ทำให้ความไม่น่าสนใจของตลาดหุ้นไทยมันดีขึ้น
"เรากำลังวางแผนภายในช่วง 1-2 เดือนนี้จะมีการลงนามเพื่อทำงานร่วมกันระหว่าง ตลท. ซึ่งเป็นด่านแรก ก.ล.ต.และปปง. รวมถึงดีเอสไอและสำนักงานอัยการ ว่าคดีไหนที่มีความสำคัญก็จะเอาเรื่องนี้มาดำเนินคดีเป็นอันดับแรก ส่วนคดีปกติก็ดำเนินการตามช่องทางเดิมไป ซึ่งมองว่าเพราะคดีใหญ่มันกระทบมาก ซึ่งเทียบกับญี่ปุ่นและเกาหลี่ใต้เขาก็ดำเนินการแบบนี้ ซึ่งหากพบว่ามีการปั่นหุ้นหรือทุจริตเราก็จะให้ปปง.อายัดทรัพย์ไปก่อนระยะเวลา 90 วัน และดำเนินคดีฟ้อง ซึ่งท่านประธาน ก.ล.ต.อยากให้เห็นระยะเวลาการดำเนินการเป็นแค่หลักเดือนเท่านั้น" นายกิติพงศ์ กล่าว

*** เล็งแก้ไขกฏหมายหลักทรัพย์ ยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด - เปิดทาง ก.ล.ต.สามารถฟ้องได้เอง
ส่วนการแก้ไขกฏหมายเพื่อเปิดทางให้สามารถยึดเงินจากผู้กระทำความผิดมาก่อน และหากชนะคดีก็สามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหายและที่เหลือก็ตกเป็นของรัฐไป ซึ่งเรื่องนี้จะคุ้มครองนักลงทุนได้รวดเร็วขึ้น และอาจเปิดให้ ก.ล.ต.สามารถฟ้องได้เองหรืออาจมีการโอนท่านอัยการมาสั่งฟ้องคดีให้กับก.ล.ต.โดยตรง ซึ่งจะทำให้กระบวนการสั่งฟ้องผู้กระทำผิดรวดเร็วขึ้น ซึ่งเราจะเอารูปแบบจากที่ประเทศญี่ปุ่นและที่เกาหลีใต้มาปรับใช้ โดยอาจต้องแก้กฏหมายหลักทรัพย์ฯ ส่วนการแก้ไขกฏหมายการแบ่งเงินให้กับผู้เสียหายหากจะรวดเร็วต้องออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งเรื่องนี้ทางรัฐบาลก็กำลังคิดอยู่ เพราะวันนี้มันเกิดเหตุเหล่านี้เยอะ รวมถึงบางเรื่องอาจจะต้องไม่มีอายุความ เช่น การทุจริต เป็นต้น ซึ่งภาพตรงนี้รัฐบาลกำลังดูอยู่ ซึ่งผมคาดว่าภายในช่วง 2-3 เดือนจะมีความชัดเจน
"ถ้าการดำเนินและกระบวนการพิจารณาคดีมันเร็ว ทุกคนจะเลิกกลัว โดยเฉพาะหากเริ่มยึดเงินก่อน คนที่จะเข้ามากระทำความผิดต้องคิดหลายรอบแล้วว่าเข้ามาปั่นหุ้นคุ้มหรือไม่ ซึ่งอันนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งของการเรียกความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทย" นายกิติพงศ์ กล่าว
*** เล็งเพิ่มโปรดักส์ใหม่ๆ - สั่งจับตาก๊วนปั่นหุ้นไอพีโอ
การเรียกความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทยมันต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเข้ามาในตลาดด้วย เช่น สินทรัพย์ดิจิทัลหรือ DR เป็นต้น แต่เรากำลังพูดถึงบริษัทไทยที่ทำอย่างไรให้เขาเข้มแข็งและใช้ตลาดทุนไทยเป็นเครื่องมือ ซึ่งอาจต้องมีตลาดใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น สร้างตลาดสตาร์พอัพหรือการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเข้าตลาดได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตามมองว่าปัจจุบันนักลทุนส่วนใหญ่มักฟังแต่ข่าวลือ เช่น หุ้นไอพีโอใหม่ๆมีเสี่ยคนนู้นคนนี้ทำ จึงทำให้ราคาหุ้นต้องขึ้นและมีบางแก๊งที่เอาหุ้นเข้าไอพีโอแล้วก็ทิ้ง ซึ่ง ตลท.กำลังดำเนินการกับพวกเหล่านี้อยู่ โดยคนกลุ่มนี้เราจะไม่ปล่อยแล้ว เพราะทำซ้ำๆ 3-4 บริษัท ซึ่งจะเอามาอยู่ในกระบวนการดำเนินคดีแบบเร่งด่วน ทีนี้เราจะดูคนที่เป็นที่ปรึกษาการเงิน (FA) ให้เขาว่าคือบริษัทไหนและราคาที่ตั้งเหมาะสมกับพื้นฐานบริษัทจริงหรือไม่
นักลงทุนไทยต้องคิดซักนิดก่อนลงทุน เราเชื่อข่าวลือ ซึ่งต้องศึกษาก่อนลงทุนเสียก่อนว่าบริษัทนี้ดีจริง วันนี้การศึกษาไม่ได้ยาก เพราะมีแหล่งข้อมูลเยอะ ซึ่งการเรียนรู้การลงทุนวันนี้ไม่ได้ยาก ซึ่งตลท.ไม่ได้อยากเห็นตลาดเดย์เทรด แต่เราอยากให้เป็นนักลงทุนช่วงกลาง-ยาว โดยเน้นเลือกหุ้นพื้นฐานและปันผลดี และเมื่อเกษียณอายุแล้วเขาจะได้ผลตอบแทนที่ดี รวมถึงทำอย่างไรให้คนชั้นกลางที่ไม่ได้มีเงินเดือนสูงเริ่มเก็บสะสมเงิน เช่น การให้สิทธิต่างๆหรือการซื้อกองทุน,ตราสารหนี้ หรือหุ้นที่หลัก 5-10 บาท เป็นต้น
"ผมอยากให้นักลงทุนไทยเป็น Medium term และ Long term ไม่ไช่เดย์เทรดหรือซื้อผ่านกองทุน ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนที่ดีมันจะตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยในระยะยาว ว่าในที่สุดกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ของรัฐบาลหรือตราสารหนี้ที่ดีๆจะได้รับผลตอบแทนอย่างน้อยดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคาร" นายกิติพงศ์ กล่าว
*** ศึกษาผุดโครงการหวยสำหรับบัญชีผู้ลงทุน หวังดึงดูดผู้ลงทุนออมหุ้นระยะยาว
ขณะที่ ตลท.กำลังศึกษาโครงการจัดทำหวยสำหรับบัญชีผู้ลงทุน เพื่อดึงดูดให้คนที่มีอาชีพอิสระหรือมีเงินสะสมเริ่มเปิดบัญชีออมหุ้นระยะยาว ซึ่งคล้ายกับโครงการหวยเกษียณของรัฐบาล ซึ่งหากคุณเก็บได้ถึงระดับหนึ่งหรืออาจออกรางวัลทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน เหมือนฉลากออมสิน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดึงคนจำนวนหนึ่งให้เข้ามาสู่ตลาดทุนได้ แต่อาจมีเกณฑ์จำกัดประเภทของหุ้นที่จะลงทุน ไม่ใช่จะเข้ามาลงทุนอะไรก็ได้ ซึ่งคาดว่าหากทำแบบนี้จะยกลูกค้าเข้ามาในตลาดทุนเพิ่มขึ้น ที่เปิดบัญชีอาจผ่านกองทุนหรือโบรกเกอร์ก็ได้
*** ภาระหน้าที่และ KPI ของผู้จัดการตลท.คนใหม่
ส่วนตัวคิดว่าผู้จัดการตลท.คนใหม่ก็มีประสบการณ์ในตลาดเงิน-ตลาดทุนมาพอสมควร ซึ่งมีความเข้าใจตลาดทุนดีและมีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทการเงินระดับโลกและในประเทศที่มีชื่อเสียง จึงเชื่อว่าเขาจะสามารถดำเนินงานได้และสิ่งหนึ่งที่เขาพรีเซ็นให้บอร์ดตลท.ฟังคือเรื่องแวลู่อัพ (ทำบริษัทที่มีอยู่ปัจจุบันว่ามูลค่าซ่อนอยู่ที่ไหนและควรจะเพิ่มยังไง) โดยเขาก็ทำการบ้านมาพอสมควรและคิดว่าประสบการณ์ด้านการเงินน่าจะมีโนฮาวที่มาช่วยตรงนี้ได้และต้องมานั่งปรึกษาหารือกับคณะกรรมการตลท.เพื่อวางกลยุทธ์
สำหรับเรื่อง KPI ของผู้จัดการตลท.คนใหม่นั้น ปกติมีอยู่แล้ว ซึ่งต้องให้กรรมการเป็นคนกำหนด ซึ่งจะมีการนำเข้าที่ประชุมบอร์ดในการประเมินทุก 1 ปี ว่าจะต่อสัญญาหรือไม่ ซึ่งหากทำได้ไม่ดีก็อาจเลิกจ้างไป แต่ถ้าทำได้ก็อาจมีการปรับขึ้นเงินเดือนหรือโบนัทก็ว่ากันไปตามผลงาน
นายกิติพงศ์ กล่าวทิ้งทายว่ามองว่าบริษัทจดทะเบียนไม่ได้แย่ทุกบริษัท แต่ภาพรวมอาจดูไม่ดี เพราะมีบริษัทที่เป็นธุรกิจใหม่ๆน้อยมาก ซึ่งต้องหมั่นศึกษาบริษัทที่มีโอกาสเติบโตและอย่าไปเล่นหุ้นตามข่าวลือ โดยนักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลหรือเลือกหุ้นที่มีบทวิเคราะห์คลอบคลุม เพราะหากเลือกผิดคงไม่เจ็บเท่าไหร่ ทั้งนี้อย่าพึ่งหมดหวัง เพราะการเปลี่ยนแปลงเวลาจะเกิดขึ้นต้องใช้เวลานิดนึง ซึ่งเรากำลังแก้ไขกฏหมายและหาโปรดักส์ใหม่ๆเข้ามา รวมถึงรับรองว่ากรรมการตลท.ชุดใหม่จะไม่หยุดนิ่งเฉยและปัญหาที่พบเราจะร่วมกันแก้ให้เร็วที่สุด

