"โอ้กะจู๋" ที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จากสวนผักปลอดสารพิษ สู่ฟาร์มออร์แกนิก เติบโตจากร้านอาหารเพื่อสุขภาพ และขยายอาณาจักรยานแม่ ผลักดันธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นแค่จุดหนึ่งในการระดมทุน เพื่อสร้างการเติบโต ควบคู่การขยายแบรนด์ธุรกิจอาหาร สู่น้ำปั่นสุขภาพระดับพรีเมียม "Oh! Juice" และ เฮลตี้ฟาสต์ฟู้ด "Ohkajhu Wrap & Roll" สร้างความสะดวกสบายให้คนเข้าถึงมากขึ้น
อีกหนึ่งโจทย์ของธุรกิจ เพื่อสานต่อความฝันไปข้างหน้า คือการยกระดับธุรกิจให้เป็นที่รู้จักไม่เฉพาะคนไทย แต่ต้องการให้ "โอ้กะจู๋" เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติด้วย ทีมข่าว "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ "คุณภวิษย์เพ็ญ เหล่ารัตนไพบูลย์" ประธานเจ้าหน้าที่บัญชีและการเงิน บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ ที่ได้มาบอกเล่าแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจและเป้าหมายการเติบโต

*** ยกระดับจาก "Local สู่ "Global Brand"
ปัจจุบัน "โอ้กะจู๋" เป็นที่รู้จักของคนไทยอยู่แล้ว ซึ่งการเข้าตลาดหุ้น ส่วนหนึ่งเพื่อการระดมทุน และสร้างการเติบโต และโจทย์หนึ่งที่อยากจะเป็น คือการเป็น "Global Brand" ซึ่งอาจไม่ได้หมายถึงการไปอยู่ต่างประเทศเท่านั้น แต่อยากให้เป็น Local Brand ที่คนต่างชาติรู้จัก
จุดเริ่มต้น คือ อยากเพิ่มการรับรู้ของต่างชาติมากขึ้น อยากให้เป็นแบรนด์ Destination (จุดหมายปลายทาง) ที่คน Local ก็ทาน Global ก็อยากจะลอง อยากเป็น Top of Mind (แบรนด์ในใจที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรก) ซึ่งไม่เฉพาะแค่ร้านอาหาร แต่เป็นอะไรก็ตามที่อยู่ในทุกครอบครัวได้
"วันนี้เป็นร้านโอ้กะจู๋ ทุกคนเดินเข้ามาทาน ในธีมของความเป็นออร์แกนิก เฮลท์ตี้ เทสตี้ วาไรตี้ และพยายามขยายอาณาจักรยานแม่ จากปีที่แล้วมีโอ้ จู๊ซ และแรปโรล"

*** ต่างชาติสนใจซื้อแฟรนไชส์ Oh! Juice แล้ว
ยอมรับว่าขณะนี้ Oh! Juice มีนักลงทุนต่างชาติสนใจติดต่อเข้ามา ขอซื้อแฟรนไชส์ หรือร่วมลงทุน (JV) ส่วนใหญ่เป็นประเทศเพื่อนบ้านเมืองร้อน ที่ชอบดื่มสมูทตี้ ทั้ง มาเลเซีย สิงคโปร์ แต่เรามองว่าตลาดในไทยยังไม่อิ่มตัว
ส่วนการขยายสาขาในต่างประเทศ ถ้าเป็นแบรนด์ โอ้กะจู๋ ด้วยความเป็น DNA ของผู้บริหาร หรือผู้ก่อตั้ง ชอบที่จะลงมือทำเอง เพราะกลัวเรื่องคุณภาพ หากเราจะทำในรูปแบบแฟรนไชส์ เราต้องมั่นใจว่าคุณภาพจะคงที่ อย่างไรก็ตามในช่วง 1-2 ปีนี้ เราคงเน้นไปที่การขยายสาขาของแบรนด์เดิม และแบรนด์ใหม่สำหรับตลาดในประเทศ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพราะอยากเห็น โอ้กะจู๋ และ Oh! Juice เป็นสินค้าที่อยู่ในทุกครัวเรือนได้ หลังจากนั้นค่อยดูความเหมาะสมของการต่อยอดขยายธุรกิจในต่างประเทศ
ปัจจุบันเรามีลูกค้าต่างชาติโดยส่วนใหญ่จะเป็นโซน สาขาเชียงใหม่ และชลบุรี ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เราอยากขยายสาขาไปในจุดที่เพิ่มการรับรู้ของต่างชาติด้วยซึ่งกำลังศึกษาพื้นที่เช่าอยู่ ส่วนการจะขยายสาขาไปตลาดต่างประเทศ จะต้องศึกษาความเหมาะสม ทั้งเรื่องโลจิสติกส์ ซัพพลายไม่ติดขัด การบริหารทีมงานและการอบรมบุคลากรให้แข็งแรง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการสร้าง OKJ Academy พัฒนาบุคลากรให้แข็งแกร่ง ซึ่งการลงทุนตรงส่วนนี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแรงในการต่อยอดธุรกิจใก้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
*** ไม่ปิดโอกาส M&A-JV ผนึกพันธมิตร
เราไม่ปิดโอกาสการเข้าซื้อกิจการ (M&A) และร่วมลงทุน (JV) เพิ่มเติม เพื่อหนุนการเติบโตในอนาคต ถ้ามีโอกาสเจรจา คุยก็คุย ไม่ปิดโอกาส โดยมองธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม อาหารพร้อมทาน
ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างศึกษาความร่วมมือกับพันธมิตร ในการออกสินค้าใหม่ในหมวดที่ผู้บริโภคทานง่าย เฮลธ์ตี้ มีทั้งอาหารและอยู่ในกลุ่มอุปโภคบริโภค ถ้าร่วมมือกับพันธมิตร ก็อาจใช้ชื่อแบรนด์ใหม่ หรือ เป็นแบรนด์ที่ Collab ส่วนนี้ก็อยู่ในแผนปี 68
บริษัทยังคงพัฒนาเมนูใหม่อย่างต่อเนื่อง "ซีมอส เจล" อาหารสุขภาพจากสาหร่ายทะล ซึ่งเป็นวัตถุดิบนำเข้า ขณะนี้ถือเป็นเมนูหายากของ "Oh! Juice" เริ่มต้นขาย 400 กระปุก ได้รับความนิยมมาก เป็นไอเทมใหม่ที่อยู่ในกระแส และกำลังผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ขณะนี้บริษัทเปิดรับพรีออเดอร์ และมียอดจองทั้งคนไทยและต่างประเทศมากกว่า 1,000 กระปุก/วัน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใหม่ของเราที่ค่อนข้างได้การตอบรับที่ดี และเรามีแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้อีกในอนาคต
ในส่วนของ Oh! Juice จะมีเมนูใหม่ ที่ต่อเนื่องจากเมนู Material Girl ซึ่งทำกับคุณชมพู่ อารยา (Brand Admirer) คาดว่าจะออกเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้
ส่วนโอ้กะจู๋ เตรียมต่อยอดเมนู "ไข่ผำ" ซึ่งปัจจุบันเราเลี้ยงไข่ผำด้วยระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponics) ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทำให้สามารถได้ไข่ผำที่เป็นออร์แกนิกและปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นมิตรสภาพแวดล้อม
***แตกไลน์สู่ร้าน "ไก่ทอด" ประเดิมสาขาแรก มี.ค. - เม.ย. นี้
เรามีเป้าหมายที่จะออกแบรนด์ใหม่ 1-2 แบรนด์ต่อปี ซึ่งปีนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเปิด "ร้านไก่ทอด" ในปลายเดือน มี.ค. หรือต้นเม.ย. นี้ ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยออก American Hot Spicy Chicken จนถึงปัจจุบันติด TOP เมนูตลอดทุกเดือน จึงมีแรงบันดาลใจในการต่อยอดเมนูไก่ทอดที่คนไทยกินง่าย อร่อยไม่เหมือนใครใน Concept Healthier Tasty Variety ด้วยการเปิดร้านไก่ทอดไปเลย ประเดิมสาขาแรก ที่สยามพารากอน ขนาดพื้นที่กว่า 100 ตารางเมตร ที่นั่งไม่เกิน 20 ที่นั่ง
ชูจุดเด่นของไก่ทอดของเรา หากเทียบกับร้านไก่ทอดในตลาด เราจะชูจุดเด่นในเรื่องของวัตถุดิบ ส่วนผสมต่างๆ ทั้ง แป้ง น้ำมัน และคงคอนเซ็ป เฮลตี้ วาไรตี้ รสชาติ รวมถึงมีเมนูตามฤดูกาล โดยวัตถุดิบไก่จากซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐาน
"เราอยาก Converse กับลูกค้าที่ชอบทานไก่ ได้ลอง และเมื่อลองแล้วน่าจะมีความเป็นโอ้กะจู๋ที่แตกต่างจากที่อื่น ซึ่งกว่าจะมาเป็นร้านไก่ทอด เราผ่านการทดสอบรสชาติ ผ่านการทำ R&D ไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง"
ส่วนแบรนด์ใหม่ อยากทำให้ได้ปีละ 1 แบรนด์อย่างต่ำ สัดส่วนรายได้จากแบรนด์ใหม่ในปี 67 อยู่ที่ 5% ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 15% และในระยะไกลอยู่ที่ 25% แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อย่างแบรนด์ไก่ทอด ถ้าเปิดแล้วยอดขายออกมาดี กระแสตอบรับดีมากๆ ก็อาจต้องขยายสาขาเร็วขึ้น ขยายร้านเปิดเพิ่ม โดยการพิจารณาเปิดแบรนด์ใหม่ก็ต้องพิจารณาเรื่องแผนการขยายสาขาของแบรนด์เดิม และความต้องการของลูกค้าสำหรับแบรนด์ใหม่ที่เราเปิดตัวไปแล้วด้วย

*** เดินหน้าขยายสาขา-ต่อยอดแบรนด์เก่า
"โอ้กะจู๋" การขยายสาขา ยังมีโอกาสอีกมาก ปัจจุบันมี 41 สาขา ยังไม่ครอบคลุมทุกภูมิภาค ปีนี้มีแผนขยายไม่ต่ำกว่า 6 แห่ง รวมถึงที่ จ.อุดรธานี ซึ่งจะเปิดเป็นสาขาใหญ่ เช่นเดียวกับที่โคราช และขอนแก่น คาดเปิดปลายไตรมาส 3-4 ส่วนอีก 5 แห่ง เปิดในโซน กทม.-ปริมณฑล นำร่องที่ เมเจอร์รัชโยธิน ช่วง เม.ย., ต่อด้วยห้างเซ็นทรัล สาขาพระราม 2 จากที่มีเปิดที่สาขาพระราม 9 แล้ว เพื่อตอบสนองลูกค้า
สาขาโอ้กะจู๋ ตามแผนเดิม เราตั้งเป้าที่จะเปิดให้ครบ 67 สาขา ภายในปี 71 แต่ดูจากสถานการณ์ มีโอกาสที่จะเปิดได้ครบก่อนเป้าหมาย เพราะหากพิจารณาพื้นที่ห้าง รวมๆ ยังมีอีกร่วม 100 แห่งที่เรายังไม่ได้ปักหมุดขยายสาขา
"Oh! Juice" ได้เปิดสาขา 15 สาขา ภายในระยะเวลา 7 เดือนของปี 67 ยอมรับว่าขยายได้เร็ว ไปได้ง่าย เพราะใช้พื้นที่ขนาดเล็ก การอบรมพนักงานเพื่อให้บริการทำได้ง่ายกว่าและใช้เวลาสั้นกว่าโอ๋กะจู้ ปีนี้ปักหมุดขั้นต่ำ 10 สาขา ที่เซ็นสัญญาแล้ว แต่ถ้าได้ที่เพิ่มก็พร้อมเปิดเพิ่ม
ส่วน "Ohkajhu Wrap & Roll" ปีที่แล้วเปิดเพียงแห่งเดียว เพราะเราไปโฟกัสที่ Oh! Juice ส่วนปีนี้วางแผนเปิดเพิ่มอีก หากมีพื้นที่เหมาะสม แต่อาจจะปรับเมนู หรือเพิ่มเมนูให้สำหรับคนที่ไม่ทานสลัด สามารถทานได้ด้วย โดยจะโฟกัสพื้นที่โซนอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล
*** ขยายครัวกลาง เพิ่มกำลังผลิต 3 เท่า รองรับดีมานด์โต
บริษัทมีแผนสร้างครัวกลางกรุงเทพฯ แห่งใหม่ ในโซนรังสิต จ.ปทุมธานี จากปัจจุบันมีครัวกลางในกรุงเทพฯอยู่แล้ว ขนาดพื้นที่ 300 ตารางเมตร ส่วนครัวกลางแห่งใหม่ จะมีขนาดพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร คาดก่อสร้างเสร็จและเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 4/68 สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้อีกไม่ต่ำกว่า 3 เท่า จากปริมาณผลผลิตที่ได้ในปัจจุบัน และเพิ่มสายการผลิตสินค้าใหม่ๆ เช่น กลุ่มเบเกอรี่ รวมถึงผลิต SKU อื่นๆ ที่อยู่ในไลน์การผลิตอีกมาก
ส่วนที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นฐานผลิตใหญ่ของโอ้กะจู๋ เป็นครัวกลางของผลผลิตผักสด รวมถึงผลิตอาหารกลุ่มสแน็ค กลุ่มซุป ซอส น้ำสลัด ซึ่งมีการลงทุนในนวัตกรรมและเครื่องจักรมาใช้ในการผลิตเพิ่มขึ้น
สำหรับฟาร์มผัก ปัจจุบันมี 5 แห่ง และจะมีการลงทุนนวัตกรรม เช่น เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เครื่องย้ายต้นกล้า เครื่องลำเลียงผักที่เก็บมาแล้ว รวมไปถึงระบบรดน้ำ ซึ่งการใช้เครื่องหยอดเมล็ด จะช่วยลดการสูญเสียเพิ่มความแม่นยำในการเพาะปลูก หรือการใช้ถาดเพาะปลูก เป้าหมายเพิ่มให้ได้ 40% ของการเพาะปลูกปัจจุบัน เพื่อแก้ปัญหาเวลามีน้ำท่วม การรอพักดิน เป็นการเพิ่มกำลังการผลิต ปรับใช้เทคโนโลยี มาผสมผสานเป็นเกษตรอินทรีย์ที่เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น
*** กางแผนปี 68 รายได้โต 20-30%
"จากที่เราขยายสาขา ออกแบรนด์ใหม่ และเมื่อวิเคราะห์จากสภาพเศรษฐกิจไทยที่คาดจีดีพีโต 2.9% การลงทุนของรัฐบาลและภาคเอกชนที่ลงทุนในระบบมากขึ้น การจับจ่ายใช้สอยครัวเรือนคาดเพิ่มขึ้น ท่องเที่ยวตื่นตัวมากขึ้น ทำให้คาดปี 68 รายได้จะเติบโต 20-30% แต่ถ้าขยายสาขาได้เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เดิม หรือนิวแบรนด์ตัวเลขก็อาจปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอีก"
ส่วนในมุมของการบริหารอัตรากำไร ยังมีช่องทำให้ดีขึ้นอีก หลังจากปี 67 ที่มีการลงทุน Oh Juice! มีแคมเปญส่วนลด จากการเปิด 15 สาขา มีส่วนที่ทำให้กระทบอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) แน่นอน แต่นั่นถือเป็นการลงทุนเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และการขยายสาขาใหม่ แต่ผลจากการลงทุนเหล่านี้ย่อมส่งผลในปี 68 ที่จะเป็นปีที่เก็บเกี่ยวรายได้อย่างเต็มปีจากสาขาที่ขยายในปีก่อน และเมื่อเรามีสาขาเพิ่มขึ้น การต่อรองซัพพลายเออร์ด้วย Volume สินค้าย่อมมีมากขึ้น ทำให้สามารถบริหารมาร์จิ้นได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ จะมีการนำระบบเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารสาขา และการบริหารงานหลังบ้าน เช่น POS ใหม่เป็นระบบบริหารจัดการในร้านอาหาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ ทั้งระบบร้าน การรับออเดอร์ให้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งการบริหารสต็อก ทำให้สามารถบริหารต้นทุนให้ดีขึ้น พอมีเทคโนโลยีมาช่วย ทำให้เกิดความถูกต้องมากขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้
โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยังช่วยใน การสร้างความผูกพันธ์ระหว่างลูกค้ากับองค์กร (Customer Engagement) เพราะข้อมูลจากระบบทำให้เราโฟกัสที่ลูกค้าได้มากขึ้นและง่ายขึ้น อย่าง Oh! Juice ปัจจุบันเปิดมา 7 เดือน มีสมาชิกถึง 1.3 แสนราย โดยเรายังไม่ได้เข้าไปบริหารจัดการในจุดนี้มากนัก เชื่อว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาจะช่วยให้สร้าง Engagement ต่อลูกค้าได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 1/68 ยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) กลับมาฟื้นตัวเป็นบวกใกล้อุตสาหกรรมที่ 3% ดีขึ้นจากไตรมาส 4/67 โดยยอดขายประมาณ 1 เดือนครึ่ง(ม.ค.-ก.พ.) ลูกค้าเฉลี่ยต่อวันมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วน Oh! Juice ยังมียอดขายตามคาด
ในขณะที่วัตถุดิบนำเข้าเริ่มมีราคาปรับตัวลดลงจากไตรมาส 4 และเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนผลไม้ที่ใช้หลักๆ หลายรายการจะราคาถูกลง โดยรวมวัตถุดิบนำเข้าราคาเริ่มลดลง ค่าใช้จ่ายขยายสาขาลดลง และไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษอย่างไตรมาส 4 ที่ผ่านมาแล้ว
"ปีที่แล้วต้นทุนไปกระจุกที่ไตรมาส 4 เพราะเราเปิดสาขาถึง 12 แห่ง อีกทั้งมีสาขาใหญ่ที่อีสานเลื่อนเปิดจากการดีเลย์ของเจ้าของโครงการ แต่เรามีการจ้างพนักงานเพื่อฝึกอบรมแล้ว ทำให้เราสามารถ Generate รายได้เพียงแค่ 15 วัน ประกอบกับช่วงไตรมาส 4 มีเคสน้ำท่วมที่เชียงใหม่ ทำให้ต้องจัดการผลผลิต และปรับปรุงสวนใหม่ เป็นจำนวนเงินประมาณ 2 ล้านบาท และค่าจัดงาน IPO ที่เป็นค่าใช้จ่าย One time อย่างไรก็ตาม ให้ความมั่นใจว่า ผลประกอบการเดือนม.ค.68 กลับมาเป็นปกติแล้วใกล้เคียงกับช่วงสะสม 9 เดือน ในไตรมาส 3 ปี 67 และการเปิดสาขาปีนี้วางไว้แบบไม่กระจุกตัว ไตรมาส 1/68 หรือต้นไตรมาส 2/68 คาดเปิดตัวแบรนด์ใหม่ และจะทยอยเปิดสาขาในไตรมาส 2 กระจายในแต่ละไตรมาสใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันการกระจุกตัวของค่าใช้จ่ายอย่างไตรมาส 4 ที่ผ่านมา"
ในปี 68 ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ 20-30% จากการขยายสาขาของแบรนด์หลักโอ้กะจู๋, Oh! Juice และแบรนด์ใหม่รวม 17 สาขา และการออกผลิตภัณฑ์และเมนูใหม่ โดยแบรนด์หลักโอ้กะจู๋ และ Oh Juice! ยังเติบโตต่อไปได้ โดยใช้งบลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท
กำไรสุทธิ (Net Profit) สิ้นปี 68 คาดว่าเติบโตขึ้น จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 20-30% การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย SG&A ซึ่งคาดว่าจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้น 0.6-1.0% จากปีก่อนที่ ส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ลดลง 0.6-1.0% จากปีก่อน โดยรวมคาดว่าจะทำให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นราว ๆ กว่า 1% ขึ้นไปจากปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิที่ 8.3% ต่อรายได้

