กรุงศรี เผยไทยผ่านจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจ SMEsไทยพ้นช่วงปรับโครงสร้างหนี้ ให้อยู่รอด สู่ค้นพบโมเดลลงทุนใหม่ จากโหมด Survival to Transformation เข้าสู่ช่วงรีเซ็ทพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เชื่อหลังตั้งรัฐบาลใหม่ ปรับปรุงกฎระเบียบ ดึงดูดเงินลงทุน ไทยคว้าโอกาสใหม่สู่เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืนในยุค ESG จับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนา Sustainable Fiance Ecosystem ผ่าน SETCarbon แก้เพนพอยท์ SMEs ไทย 70% ไม่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พลิกโอกาสเติบโตใหม่ยั่งยืนท่ามกลางปัจจัยโลกร้อนบีบกติกาการค้าเข้ม
นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยถือว่าก้าวผ่านจุดที่ต่ำสุด จึงเป็นช่วงที่มีโอกาสใหม่ๆ ในการวางโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่จะมีการวางรากฐานเศรษฐกิจไทย ไปพร้อมกันกับ ก้าวสู่ยุคแห่งการรับการลงทุน จัดระเบียบ กฎหมาย ให้ไทยมีความพร้อมรองรับโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุด สู่ยุคแห่งโอกาส
ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการค่อย ๆ ทยอยฟื้นตัวมีหลายภาคธุรกิจเริ่มฟื้นตัว อาทิ ท่องเที่ยว เราการปรับตัวของหลายภาคธุรกิจการค้าและบริการ เริ่มเห็นสัญญาณบวกด้านการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม จึงคาดหวังว่าลูกค้า SMEs หรือผู้ประกอบการ จะสามารถปรับตัว เพื่อก้าวทันกับโอกาสการเติบโต(Growth Opportunity) รอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้
“ตัวเลขในปลายปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นจุดพีคไปแล้ว และลูกค้าที่ต้องการการสนับสนุนด้านการแก้ไขปัญหาหนี้ ก็เริ่มลดลงต่อเนื่อง หลายรายเริ่มกลับไปดำเนินธุรกิจได้ตามปกติแล้ว จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่า กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลือน่าจะลดลง ส่วนกลุ่มที่เคยชะลอการเติบโต ก็มีแนวโน้มจะเริ่มกลับมาลงทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน
แก้เพนพอยท์ SMEsไทย 70% ไม่รู้จัก ESG
กรุงศรีมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะต้องการยกระดับSMEsไทยให้ตระหนักรู้ จากผลสำรวจความเข้าใจในด้านESG ในกลุ่มลูกค้าSMEs กว่า 1,200 ราย พบว่า เกือบ 70% ยังไม่รู้จักESG และในสัดส่วนที่รู้จัก30% กลับมีเกือบ 70% ที่แม้จะรู้จัก แต่ไม่พร้อมดำเนินการด้าน ESG มีเพียงสัดส่วน 33% ที่พร้อมลงมือทำจริง
4 ปัจจัย เร่งทัพ SMEs ไทยต้องยกระดับสู่ ESG
ปัจจัยสำคัญ 4 ด้านที่ SMEs จะต้องเร่งพัฒนา ESG เพื่อให้อยู่รอด และสร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน คือการแบ่งประเภทกิจการธุรกิจ (Thailand Taxonomy) เป็นความร่วมมือระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับสถาบันการเงิน กำหนดสินเชื่อที่จะต้องให้กับธุรกิจที่มีความรับผิดชอบกับสังคมและสิ่งแวดล้อม , พระราชบัญญัติสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ที่จะมีผลบังคับใช้ภาคธุรกิจในอีก 1-2 ปีข้างหน้า รวมถึงกฎระเบียบทางการค้าจากต่างประเทศ ที่มีผลทำให้ผู้ประกอบการต้องมีรับรองการลดการปล่อยคาร์บอนตามาตรฐานต่างๆ รวมถึงพันธมิตรคู่ค้า ทั้งธุรกิจใหญ่จะมีการตรวจสอบซัพพลายเชนในห่วงโซ่อย่างเข้มข้น เกี่ยวกับมาตรฐานด้าน ESG
“ในช่วงที่SMEs ไทยต้องล้มหายไปจากตลาด มีกลุ่มที่เหลือที่รอดมาได้ แต่จะต้องปรับตัว แต่ปัญหาอยู่ที่ยังไม่รู้จัก ESG มากพอ และแม้จะรู้แต่ก็ยังไม่มีความพร้อม เพราะขาดทรัพยากร ทั้งคน ทั้งเงินทุน นี่คือจุดเปลี่ยนทำให้SMEs ต้องก้าวข้ามความท้าทาย ESG ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ต้องปรับตัวให้อยู่รอด เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่”
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากที่ต้องการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน จึงพัฒนาโครงการ Krungsri ESG Academy อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปีนี้ กรุงศรีได้รับการสนับสนุนการใช้แพลตฟอร์ม SETCarbon จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดเก็บ และบริหารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปทวนสอบและขึ้นทะเบียนตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพิ่มความน่าเชื่อถือและรองรับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านความยั่งยืนในอนาคต”
“ทั้งนี้ กรุงศรียังพร้อมให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ต่ำสุด 3.5% ในช่วง 2 ปีแรก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นใจ” นางสาวดวงกมล กล่าวปิดท้าย
ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรุงศรีในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครื่องมือ และการสนับสนุนทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินด้านความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยลูกค้าเข้าร่วมโครงการแล้ว 60 บริษัทที่มีโอกาสนำเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ในการเข้าไปปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์ฐอน
สำหรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ คาดว่าจะมีการขยายเพื่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ จากการมุ่งเพื่อการอยู่รอด สู่การยกระดับการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Survival to Transformation) ตั้งเป้าขยายสินเชื่อจาก 250,000 ล้านบาท เป็น 350,000 ล้านบาท ภายใน 4 ปี
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะเมื่อกฎกติกาการค้าโลก และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้ามากขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินและผู้ลงทุนได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในการพิจารณาจัดสรรเงินทุน ดังนั้น การพัฒนาโครงสร้างข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อมโยงสู่ภาคการเงิน จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว
“ความร่วมมือกับกรุงศรีในครั้งนี้จะสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ในการเตรียมความพร้อมรับมือกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และเงื่อนไขด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มข้นขึ้น ผ่านการเข้าถึงเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนอย่างเป็นระบบ โดย SETCarbon ไม่เพียงรองรับการรายงานข้อมูล แต่ยังช่วยให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเข้าถึงแหล่งทุน และการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจได้จริง”
SETCarbon คึกคัก คนใช้งาน 380 บัญชี
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้านำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบให้ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้สะดวกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีองค์กรใช้งานระบบ SETCarbon แล้วกว่า 380 บัญชี โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 30% สะท้อนถึงความต้องการใช้เครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนประมาณ 85% ขณะที่อีกประมาณ 15% เป็นองค์กรนอกตลาดหลักทรัพย์ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกรุงศรีได้นำระบบ SETCarbon ไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าของธนาคาร ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสถาบันการเงินพันธมิตรที่ร่วมขับเคลื่อนการใช้งานระบบ รวมทั้งสิ้น 3 แห่ง และมีแนวโน้มขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต” นายศรพล กล่าว

