TASTEBUD LAB ร่วมกับ Bio Buddy พร้อมเครือข่าย Future Food Network ได้จัดงาน Future Food Leader Summit 2026 เผยอนาคตอุตสาหกรรมอาหารขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลักตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคต้องการอายุยืนยาว มีสุขภาพดี ท่ามกลางยุคโลกเดือดน ประกอบด้วย คือ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เผย“ 12เทรนด์อาหารอนาคต” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยก้าวเข้าสู่โลกแห่งเศรษกิจยุคใหม่
ภายในงานสัมมนา “Future Food Leader Summit 2026” ได้รวบรวมบทสรุป เทรนด์สำคัญ จากเวทีเสวนาอนาคตอุตสาหกรรมอาหารกำลังขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ในการเชื่อมโยงความต้องการของผู้บริโภคในยุคหน้า ได้แก่
–สุขภาพ (Health) ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับโภชนาการ ความปลอดภัย และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากกว่ารอให้ป่วย
-สิ่งแวดล้อม (Sustainability) แหล่งผลิตอาหารต้องลดผลกระทบต่อโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และโปร่งใสตลอดซัพพลายเชน
-เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology & Innovation) เข้ามายกระดับกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างอาหารในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล หากผู้ประกอบการปรับตัวได้รวดเร็ว พัฒนานวัตกรรมตรงกับความต้องการผู้บริโภค และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบได้ จะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบ มีที่ยืนแข่งขันได้ เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดอาหารอนาคต
ทางด้านเทรนด์อาหารแห่งอนาคต
1. อาหารเพื่อสุขภาพเชิงลึก (Health & Functional Food)
อาหารและเครื่องดื่มที่เสริมคุณค่าทางโภชนาการ เช่น โปรไบโอติก พรีไบโอติก วิตามิน ซิงค์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลลำไส้ ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพองค์รวม กำลังเติบโตสูง โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด ผู้บริโภคต้องการ “กินแล้วดีต่อสุขภาพ และต้องอร่อยด้วย”
2.นวัตกรรมอาหารใหม่แห่งอนาคต และเครื่องดื่มอาหารเสริม (Future Food & Functional Drink)
นวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มใหม่ ๆ เช่น เครื่องดื่มฟังก์ชัน เครื่องดื่มเสริมสารอาหาร เครื่องดื่มโปรตีน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบคุณสมบัติเฉพาะทาง กำลังเป็นดาวรุ่งในตลาด
3. การดูแลสุขภาพผ่านอาหารเฉพาะบุคคล อาหารเป็นยา (Personalized & Medical Food)
อาหารเฉพาะบุคคล และอาหารเชิงการแพทย์ เช่น อาหารผู้สูงวัย,อาหารทารก,อาหารเฉพาะโรค / เฉพาะสุขภาพ เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็ว จากโครงสร้างประชากรสูงวัยและความต้องการโภชนาการเฉพาะด้าน
4. โปรตีนทางเลือก และโปรตีนจากพืช (Alternative Protein & Plant-Based Food)
ความหลากหลายจาก โปรตีนทางเลือก ที่ไม่จำกัดเพียงเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อจากพืช,โปรตีนสกัด, โปรตีนหมัก (Fermentation)
แม้กระแส Plant-based จะชะลอบ้าง แต่ยังมีตลาดเฉพาะกลุ่ม และต้องพัฒนา “รสชาติ ราคาเข้าถึงได้ และมีคุณค่าทางโภชนาการ” จึงแทรกตัวและแข่งขันได้
5.เครื่องดื่มทดแทนนม ( Alternative Dairy & Alternative Drink)
ผู้บริโภคต้องการเครื่องดื่มทดแทนนม ที่ได้ประโยชน์คุณค่าเช่นเดียวกันกับนม เช่น นมอัลมอนด์,นมถั่วเหลือง, นมพืชชนิดต่าง ๆ ตอบโจทย์ผู้แพ้แลคโตส ผู้รักสุขภาพ และสายวีแกน
6. อาหารโปรตีนธรรมชาติ แปรรูปน้อย (Natural / Minimally Processed Protein)
ผู้บริโภคต้องการอาหารที่ “ใกล้ธรรมชาติ” ผ่านการแปรรูปน้อย โปร่งใส ตรวจสอบที่มาได้
7. Mood & Brain Food
อาหารที่ช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียด เสริมสมาธิ และสุขภาพสมอง เช่น Functional snack / เครื่องดื่มผ่อนคลาย
8.สัดส่วนการบริโภคลดลง แต่ได้คุณค่าสูง (Portion & Affordable Food) ผู้บริโภคต้องการขนาดบริโภคต่อครั้งเล็กลง ในราคาจับต้องง่าย สอดคล้องกำลังซื้อผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย
9.ลดขยะจากอาหาร และนำวัตถุดิบมาสร้างมูลค่า ( Food Waste & Upcycled Food)
การลดเศษอาหาร และนำวัตถุดิบเหลือใช้มาสร้างมูลค่าใหม่ เช่น การแปรรูปส่วนเหลือทางการเกษตร
10. อาหารประจำถิ่น (Local & Cultural Food Revival) อาหารท้องถิ่น อาหารภูมิภาค และอัตลักษณ์วัฒนธรรม ถูกยกระดับสู่ตลาดพรีเมียมและตลาดโลก
11. อาหารสร้างความยั่งยืน ( Sustainable & Green Food)
อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดคาร์บอน ใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล และผลิตอย่างยั่งยืน
12. อาหารธรรมชาติ (Organic Food)
ความต้องการสูง แต่ยังติดข้อจำกัดด้านต้นทุน จึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดราคาให้แข่งขันได้







