Merkle Capital มอง Ethereum มีโอกาส Outperform Bitcoin ในครึ่งปีหลัง จาก 3 ปัจจัยหนุนหลัก สภาพคล่องไหลเข้า, กฎระเบียบสหรัฐฯ เอื้อ และกระแสบริษัทเริ่มเข้าซื้อ Ethereum แทน Bitcoin
บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. จัดสัมมนาในหัวข้อ “Ethereum Ecosystem โอกาสการลงทุนบน Narrative ใหญ่ของโลก”
นายธนลภย์ ปรีดามาโนช Fund Manager Merkle Capital กล่าวว่า Ethereum มีโอกาสจะ Outperform Bitcoin ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมี 3 ปัจจัยหลักหนุน และคาดว่า อาจจะทำ ATH ใหม่ในปีนี้
***สภาพคล่องไหลเข้า
ปัจจัยแรกที่สำคัญคือ Global M2 Supply หรือปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันได้ทำ All Time High ไปแล้วที่ประมาณ 114 ล้านล้านดอลลาร์
นายธนลภย์ มองว่า “เจ้ามือที่แท้จริงของโลกคริปโทฯ คือสภาพคล่อง” เพราะทุกครั้งที่สภาพคล่องเพิ่มขึ้นตลาดคริปโทก็ปรับตัวขึ้น และเมื่อสภาพคล่องถูกดูดออกจากระบบ เช่น ตอนวิกฤต FTX, Luna Terra, หรือเหรียญ TRUMP ต้นปี ตลาดก็ปรับตัวลง
โดยในระยะ 2–3 เดือน Global M2 มีความสัมพันธ์กับราคา Bitcoin ถึง 80–90% ซึ่งสูงกว่าหุ้นทั่วไปที่เฉลี่ยแค่ 50–60%
จากข้อมูลสถิติ 60 ปีที่ผ่านมา Global Liquidity Cycle มีรูปแบบทุกๆ 4-5 ปี จะมีจุดสูงสุด และต่ำสุด สลับกัน โดยครั้งล่าสุดที่อยู่ในจุดสูงสุดคือช่วงปี 2021 ตอนกระแส DeFi บูม และก่อนหน้านั้นคือปี 2017 ตอนกระแส ICO บูม
ซึ่งหากดูในรูปแบบไซเคิลนี้ รอบปัจจุบัน Global Liquidity คาดว่าจะไป Peak ช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026
ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 เฟดก็มีแนวโน้มจะ เริ่มลดดอกเบี้ย 1–2 ครั้ง ตามการคาดการณ์ของหลายสำนักวิจัย ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้สภาพคล่องยิ่งไหลเข้า และดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงให้ทำจุดสูงสุดใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม นายธนลภย์ระบุว่า หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น สงครามหรือ Black Swan ตลาดคริปโทในครึ่งปีหลังยัง “ฟ้าเปิด” และมีแนวโน้มไปต่อได้
***กฎระเบียบฝั่งสหรัฐฯ เอื้อ
ปัจจัยสำคัญอีกข้อคือ สัญญาณบวกจากฝั่งกฎหมายสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เข้าสู่ Crypto Week (14–18 ก.ค.) ที่จะมีการพิจารณากฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ Clarity Act ที่จะกำหนดโครงสร้างตลาดของตลาดคริปโท Anti-CBDC Act ที่จะห้ามธนาคารกลางออก CBDC และสุดท้าย GENIUS Act ร่างกฎหมายสเตเบิลคอยน์
โดย นายธนลภย์ มองว่า ร่างกฎหมาย GENIUS Act น่าจับตามองที่สุด ซึ่งจากจากเดิมที่ธุรกิจนี้อยู่ใน “พื้นที่เทา” จะกลายเป็นธุรกิจที่โปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ร่างกฎหมาย GENIUS Act จะกำหนดให้บริษัทที่ออกสเตเบิลคอยน์ต้องใช้ดอลลาร์ หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หนุนหลัง 100% พร้อมกับการเปิดเผยข้อมูลทุกเดือน และหากมีมูลค่าตลาดเกิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์จะต้องผ่านการตรวจสอบทุกปี ซึ่งทำให้ธุรกิจนี้จะมีความชัดเจน และโปร่งใสมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ คาดว่า ตลาดสเตเบิลคอยน์อาจโตจาก 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ไปถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในไม่กี่ปี เพราะธนาคารและสถาบันการเงินต่างต้องการเข้ามาทำธุรกิจนี้เพราะมีผลตอบแทนดี และเสี่ยงต่ำ
อีกแรงหนุนคือ Big Beautiful Bill ที่จะลดภาษี และเพิ่มการขาดดุลของภาครัฐประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งส่งผลกระทบสองมุม อันดับแรกคือสร้างความไม่แน่นอนต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin และทองคำ
อันดับสองคือรัฐบาลต้องออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเพื่อระดมทุน ซึ่งสอดคล้องกับร่างกฎหมาย Stablecoin ที่จะดึงเงินเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านการออกสเตเบิลคอยน์
***กลยุทธ์แบบ Strategy
ปัจจัยที่สามคือโมเดลการลงทุนแบบ “Strategy Model” ที่ริเริ่มโดย MicroStrategy (ปัจจุบันใช้ชื่อ Strategy) โดยระดมทุนผ่านหุ้นกู้แปลงสภาพ และการขายหุ้นใหม่ เพื่อนำเงินไปซื้อ Bitcoin มาเก็บในคลังของบริษัท
จุดน่าสนใจของรอบนี้คือการที่บริษัทหน้าใหม่เริ่มหันมาใช้กลยุทธ์ “Strategy Model” บน Ethereum แทน Bitcoin โดยเฉพาะบริษัทอย่าง SharpLink, BitDigital และ BitMine ที่เลือกลงทุนใน ETH แทน Bitcoin
โดยเหตุผลหลักคือ การใช้กลยุทธ์เดียวกับ Bitcoin เริ่มไม่คุ้มค่า เพราะ Strategy และบริษัทใหญ่อื่น ๆ เข้าซื้อไปก่อนแล้วในปริมาณมาก ทำให้บริษัทหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันได้ยาก และส่งผลต่อราคาได้น้อยลง
Ethereum จึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ เพราะมีมาร์เก็ตแคปที่เล็กกว่า ทำให้การใส่เม็ดเงินระดับเดียวกันอาจส่งผลต่อราคาได้ชัดเจนกว่า จึงเหมาะกับการนำโมเดล Strategy มาใช้ผลักดันราคาจากฝั่งองค์กร
หากแนวโน้มนี้มีบริษัทเข้ามาทำตามต่อเนื่อง อาจกลายเป็น กระแสใหม่ของการถือครอง ETH เชิงกลยุทธ์ และเสริมแรงกับเม็ดเงินจาก DeFi รวมถึงกฎหมาย Stablecoin ที่กำลังเปิดทางให้ Ethereum Ecosystem เติบโตต่อในครึ่งปีหลัง
***เหตุผลที่เงินจะไหลเข้า Ethereum
นายธนลภย์ กล่าวว่า หากกฎหมายสเตเบิลคอยน์ของสหรัฐฯ ผ่าน เงินจำนวนมากจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และ Ethereum มีโอกาสเป็นเป้าหมายหลักของเงินเหล่านั้น มากกว่าเครือข่ายบล็อกเชนอื่น ๆ
เหตุผลสำคัญคือ Ethereum เป็นเครือข่ายที่เปิดมานาน มีความน่าเชื่อถือสูง และใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในเรื่องของการออกเหรียญดิจิทัลที่มีสินทรัพย์จริงรองรับ เช่น ดอลลาร์สหรัฐหรือพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมากกว่า 80% ของเหรียญประเภทนี้ในตลาดอยู่บน Ethereum
อีกจุดแข็งคือ Ethereum มีระบบ DeFi ที่แข็งแรง มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และมีเครื่องมือให้ผู้ลงทุนสามารถนำเงินไปต่อยอด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือไว้เฉย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันการเงินให้ความสนใจ เพราะสามารถวางเงินจำนวนมากได้อย่างมั่นใจ
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Solana แม้จะเติบโตเร็ว แต่ Ethereum ยังได้เปรียบทั้งด้านความปลอดภัย ความต่อเนื่องในการพัฒนา และความไว้วางใจจากนักลงทุนรายใหญ่
โดยเฉพาะหากมีการอนุมัติกองทุน Ethereum ที่เปิดให้รับผลตอบแทนจากการ Staking จะยิ่งดึงดูดเงินจากนักลงทุนรายใหญ่มากขึ้น เพราะจะได้ทั้งกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น และผลตอบแทนรายปีจากการฝากเหรียญ ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทุน Bitcoin ETF ไม่สามารถให้ได้ในตอนนี้






