หลังจาก บริษัท เอสเอ็มดี ไรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SMD100 ประกาศทรานส์ฟอร์มธุรกิจครั้งใหญ่ พลิกโฉมจากธุรกิจเครื่องมือการแพทย์ กำลังมุ่งสู่จักรวาลธุรกิจสุขภาพครบวงจร

บุคคลสำคัญ ที่กำลังจะพา SMD100 กลับมาทะยานสู่เป้าหมายอีกครั้ง คือ “ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ก่อตั้ง SMD100 จะมาเผยแนวคิด และการบริหารงาน ก่อนที่จะพาบริษัทมุ่งหน้าสู่อาณาจักรธุรกิจสุขภาพบนเมกะเทรนด์เวลเนสอย่างยั่งยืนในอนาคต และตั้งเป้านำ 20 บริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น
*** จุดเริ่มต้น SMD100 กล้าคิดต่าง – ปั้นวิกฤตให้เป็นโอกาส
ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ซีอีโอแห่ง บริษัท เอสเอ็มดี ไรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SMD100 เล่าย้อนเส้นทางการบุกเบิกธุรกิจเครื่องมือแพทย์ว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 หลังจากทำงานในสายเครื่องมือแพทย์มานานกว่า 4 ปี ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านวิศวกรรมเครื่องมือแพทย์ รุ่นบุกเบิกของประเทศ วิโรจน์จึงตัดสินใจตั้งบริษัทเองในปลายปี 2541 และเริ่มทำธุรกิจอย่างจริงจังต้นปี 2542
SMD100 เป็นบริษัทไทยแห่งแรกที่กล้าเปิดตลาดกับบริษัทจีนในเมืองเซินเจิ้น ชื่อบริษัทมายเรย์ (Mindray) หนึ่งในบริษัทเครื่องมือแพทย์ยักษ์ใหญ่ของจีน (ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดกว่า 3 ล้านล้านบาท)
สาเหตุที่ทำให้ “ดร.วิโรจน์” กล้าที่จะคิดต่างด้วยการบุกเบิกตลาดเครื่องมือแพทย์จากจีน ทั้งๆ ในประเทศไทยเครื่องมือแพทย์ส่วนใหญ่ จะมาจากฝั่งตะวันตกทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก SMD100 ได้วางกลยุทธ์ ในการใช้ “ราคานำ” ควบคู่การชี้ให้เห็นประโยชน์ พ่วงกับโปรโมชั่นที่ให้ได้มากกว่าสินค้าจากฝั่งตะวันตก แต่ได้คุณภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก
“ข้อได้เปรียบของเรา คือเราเป็นบริษัทเล็ก ดูแลหลังการขายดีและเร็ว ลูกค้าจดจำเราได้ และเราไม่ทิ้งลูกค้า นี่คือหัวใจของการสร้างแบรนด์ SMD100 ส่วนเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าจีน เราแค่ชี้ให้เห็นความคุ้มค่า ในราคาที่แตกต่างกันแบบครึ่งต่อครึ่ง ประกอบการช่วงนั้นเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง จึงเป็นโอกาสของเรา ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายโดยการเลือกของที่ราคาถูกกว่า แต่ได้ฟังก์ชั่นแทบไม่ต่างกัน “

*** ทะยานสู่ธุรกิจพันล้าน โตแบบไม่ไดเวอร์ซิฟาย แต่ทรานส์ฟอร์ม
“ผมไม่เชื่อเรื่องไดเวอร์ซิฟาย ไม่เชื่อเรื่อง M&A ผมเชื่อว่าต้องขยายจากจุดแข็งตัวเอง สินค้าเดิมกับลูกค้าใหม่ยาก แต่สินค้าใหม่กับลูกค้าเดิมง่ายกว่า”
จากรายได้เพียง 20 ล้านบาท ในปีแรก SMD ค่อยๆ เติบโตเป็น 180 ล้านบาท และแม้จะทรงตัวเกือบ 20 ปี ก่อนนำมาสู่ ตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วงโควิด-19 ในนาม ชื่อ บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
โดยสาเหตุการเข้าตลาดหลักทรัพย์ มีหลายปัจจัย ถ้ามองในแง่ผลประกอบการ ในช่วงปี 2563 แม้ยอดขายเครื่องมือแพทย์ลดลงจากล็อกดาวน์ แต่บริษัทกลับสร้างรายได้เพิ่มจาก “เครื่องฟอกอากาศ” และ “เครื่องกรองอากาศ” ส่งให้รายได้รวมปีนั้นพุ่งถึง 680 ล้านบาท ก่อนเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2564 เป็น 1,600 ล้านบาท และทะลุ 2,000 ล้านบาท ในปี 2565 จากยอดขาย ATK ในจุดนี้ทำให้สร้างความมั่นใจในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นมากขึ้น
แต่หากจะมองในแง่มุมทางบัญชี แม้บริษัทเครื่องมือแพทย์ดูเหมือนกำไรดี แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงกำไรทางบัญชี ที่ไปกองอยู่ในสต็อกสินค้าและลูกหนี้ ต้องพึ่งพาการกู้เงินต่อเนื่อง การตัดสินใจเข้าตลาดหุ้นก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องที่ดีขึ้นตามไปด้วย
” ปี 62 บริษัทมีรายได้ 600 ล้านบาท ก่อนที่โควิดจะมาปีถัดมา ยอดขายเครื่องมือแพทย์ชะลอลงเพราะล็อกดาวน์ แต่กลับได้แรงหนุนจากสินค้ากลุ่มเครื่องฟอกอากาศและเครื่องกรองอนุภาค สร้างรายได้เพิ่ม 80 ล้านบาท ดันรายได้รวมปี 63 ขึ้นเป็น 680 ล้านบาท จึงไม่มีเหตุผลจะชะลอแผนเข้าตลาด และในที่สุดก็เดินหน้า IPO ได้เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ mai วันที่ 17 มิ.ย.64 ด้วยราคา IPO 7.20 บาท
ต่อมา ปี 64 (ปีเข้าตลาด) รายได้พุ่งแตะ 1,600 ล้านบาท ปลายปีเจอโอไมครอน ทำให้ปี 65 รายได้ทะยาน 2,000 ล้านบาท จากการขายชุดตรวจ ATK มูลค่า 320 ล้านบาท ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นก็ดีเยี่ยม จ่ายปันผลรวม 600 ล้านบาท ใน 5 ปี “
*** รับมือกระแสเปลี่ยน ใช้ AI ช่วยปรับโครงสร้าง

เมื่อกระแสโควิด-19 ซาลง และกระแสธุรกิจเวลเนสกำลังมาแรงขึ้น ถือเป็นคลื่นความท้าทายลูกใหม่ ต่อ SMD100 อีกครั้ง เนื่องจากตลาดที่กว้างขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการ กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ หันมาทำธุรกิจเวลเนสมากขึ้นตามไปด้วย ยอดขายเครื่องมือแพทย์จึงเริ่มชะลอ จาก 2,000 ล้านบาท เหลือเพียง 800 ล้านบาท ส่งผลให้ในปี 67 บริษัทต้องทรานส์ฟอร์มโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่









