| ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 6 มาตรการ Quick Big Win ดันการออมคนไทย เปิดตัวบัญชี TISA ออม - ลงทุนส่วนบุคคลลดหย่อนภาษี เน้นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ถือหน่วย 5 ปี ไถ่ถอนได้อายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี ลดหย่อนได้สูงสุด 8 แสนบาท เริ่ม 1 ม.ค.69 เป็นต้นไป นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจใ (8 ธ.ค.68) มีการพิจารณาถึงเสาที่ 5 ซึ่งเป็นเรื่องของการออม เพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงิน และเป็นการรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุด้วย “หัวใจสำคัญคือ ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ เราจะเพิ่มวงเงินลดหย่อนให้เป็น 800,000 บาทโดยไม่ต้องมาขอปีต่อปี และให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ได้ลดหย่อนเพิ่มขึ้นได้ 1.3 เท่า ซึ่งเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ประมาณ 11.4 ล้านคนจะได้ประโยชน์จากส่วนนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมคนไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ และสามารถมีแหล่งระดมเงินออมมากขึ้น เงินเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น ”นายเอกนิติ กล่าว ขณะเดียวกันจะมีมาตรการจูงใจเพื่อให้คนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้นด้วย โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับ 200,000 บาทแรก สำหรับคนที่ถือเกิน 5 ปี ต่อมา ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ได้เปิดเผยมติเห็นชอบ มาตรการ Quick Big Win การเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ประกอบด้วย 6 มาตรการย่อย คือ 1.โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account) หรือ โครงการ TISA โครงการส่งเสริมการออมระยะยาวและเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายทั้งสินทรัพย์ในและต่างประเทศผ่านตลาดทุนไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเพียงพอของเงินออมระยะยาวให้กับประชาชนรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย รวมทั้งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน โดยรวมวงเงินการออมระยะยาวเป็นวงเงินเดียวกัน  โดยการดำเนินการนั้น คนไทยทุกคนสามารถเปิดบัญชี TISA กับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป สำหรับการดำเนินการในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจากมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวสู่มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านบัญชี TISA ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป สำหรับมาตรการภาษีส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านบัญชี TISA และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับมาตรการยกกำลังการออมด้วยบัญชี TISA เพื่อคนไทยทุกคนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับการปรับปรุงการหักลดหย่อนการออมระยะยาว โดยให้ผู้มีเงินได้นำเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าเบี้ยประกัยภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสม และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีภาษีละ 800,000 บาท ไปหักลดหย่อยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยให้เงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ ค่าเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสม และค่าซื้อหน่วยลงทุนดังกล่าว ประกอบด้วย 1.ค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ 2.เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท 3.เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 4.เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน 5.เงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ 6.เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 7.เงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน ตามกฎหมาย ด้านการคำนวณค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา -กรณีผู้มีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ให้นำเงินได้ที่จ่ายไปเป็นค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสม และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน ต่างๆ ให้นำเงินได้ทั้งหมดไปคำนวณหักลดหย่อนได้ 1.3 เท่า หรือ สูงสุดไม่เกิน 1.04 ล้านบาท -กรณีผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 1.5 ล้านบาท ให้นำเงินได้ที่จ่ายไปเป็นค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสม และเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน ต่างๆ ให้นำเงินได้ทั้งหมดไปคำนวณหักลดหย่อนได้ 0.7 เท่า แต่ไม่เกิน 560,000 บาท ทั้งนี้ โดยเงินค่าซื้อหลักทรัพย์ในบัญชี TISA ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่รัฐต้องการสนัลบสนุนตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เฉพาะค่าซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2571 โดยหักลดหย่อนได้ 1.2 เท่า แต่ไม่เกิน 800,000 บาท ด้านการยกเวินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ย เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร หรือผลประโยชน์ ที่ได้รับจากการลงทุนสะสมตามมาตรการดังกล่าว เฉพาะส่วนที่คำนวณจากการลงทุน จำนวนไม่เกิน 2 แสนบาทสำหรับปีภาษี ปีภาษีละ 2 แสนบาท ทบกันไปทุกปี และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2571 โดยคาดว่ารัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 5,700 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องถือหน่วยหลักทรัพย์ดังกล่าวในบัญชี TISA มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหลักหทรัพย์ในบัญชี TISA 8รั้งแรก และไถ่ถอนหลักทรัพย์นั้นเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ 2.มาตรการยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรายย่อย (ไมโคอินชัวรันส์) โดยออกแบบพิเศษสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถเข้าถึงการประกันภัยขั้นพื้นฐานได้ด้วยเบี้ยประกันภัยที่ไม่สูงมาก โดยประกันวินาศภัยรายย่อย ที่มีเบี้ยประกันภัยไม่เกิน 1,000 บาทต่อปี และประกันชีวิตรายย่อย ที่มีเบี้ยประกันภัยไม่เกิน 1,000 บาทต่อปี และการประกันชีวิตรายย่อย แบบสะสมทรัพย์ที่มีเบี้ยประกันภัยไม่เกิน 500 บาทต่อเดือน หรือไม่เกิน 6,000 บาทต่อปี โดยคาดว่าจะทำให้สูญเสียรายได้อากรแสตมป์จากการยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับกรมธรรม์รายย่อยปีละ 11.3 ล้านบาท แบ่งเป็นการสูญเสียรายได้จากประกันภัยสำหรับประกันวินาศภัยรายย่อย 0.3 ล้านบาท และจากประกันชีวิตรายย่อย ปีละ 11 ล้านบาท 3.โครงการออกพัรธบัตรรัฐาลเพื่อการออม โดยจำหน่ายให้กับประชาชนผ่านช่องทาง Bond Connect Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนพันธบัตรเพื่อการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายและทั่วถึง และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนจองพันธบัตรรัฐบาลได้ขั้นต่ำเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาท โดยคาดว่าจะเริ่มได้ครั้งแรกในเดือน ม.ค. 2569 4.ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต แบบบำนาญรูปแบบจ่ายเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญสำหรับการหักลดหย่อนเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ จากเดิมกำหนดให้จ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญต้องจ่ายเท่ากันทุกงวดหรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามกรอบระยะเวลาเอาประกันภัย ปรับปรุงเป็นเงินบำนาญงวดแรกที่ได้รับอาจจ่ายเป็นเงินก้อนได้ แต่ไม่เกิน 30% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการออมระยะยาวและรองรับสังคมผู้สูงอายุ 5.การปฏิรูปหลักเกณฑ์การลงทุนของธุรกิจประกันภัย เพื่อยกระดับความมั่นคงและผลตอบแทาของเงินออมของประชาชน โดยให้บริษัทยังคงดำเนินการลงทุนอยู่ภายใต้การบริหารความเสี่ยงและจำกัดเพดานการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อปรับปรุงแนวทางการกำกับดูแลการลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและภาวะของตลาดเงินตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ มาตรการนี้ จะเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทย และบริษัทประกันภัยสามารถขยายขอบเขตการลงทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพเพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย 6.การปรับปรุงหลักเกณฑ์ค่าความเสี่ยงตราสารทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยการปรับปรุงหลักเกณฑ์ค่าความเสี่ยงของการลงทุน ในตราสารทุนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตลาดทุนและเพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้แก่ประชาชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุนในตราสารทุนไทยมากขึ้น  |