JTS เปิดงบปี 68 มีกำไร 7 ลบ. ลดลง 99% หลังรายได้ธุรกิจเหมืองบิทคอยน์-กำไรสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลลดลง พร้อมทุ่มงบลงทุนใน "อีออส ออร์บิท"ธุรกิจผลิตยานอวกาศ- ดาวเทียม 500 ลบ. และลงทุนใน "อัลติเมต" เพื่อสร้าง AI Healthcare โครงสร้างพื้นฐานสุขภาพดิจิทัล บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ JTS เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าผลประกอบการปี 68 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่รวม 7 ล้านบาท ลดลง 99% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานรวม 163 ล้านบาท ลดลง 79% - กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,521 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักเกิดจากรายได้ธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ และกำไรจากการขายสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลลดลง - ต้นทุนขายและบริการรวมมีจำนวน 2,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน ค่าใช้จ่ายขายและบริหารจำนวน 310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากส่วนธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ที่ยังไม่เริ่มมีรายได้ในไตรมาสนี้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพัฒนาแผนด้านปัญญาประดิษฐ์กับลูกค้าทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน - ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม มีรายได้รวม 2,178 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของสกุลเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม รายได้ของธุรกิจนี้ยังคงมีการเติบโตขึ้นสอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจดิจิทัล - ธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ มีรายได้รวม 117 ล้านบาท ลดลง 47% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุจากปริมาณการขุดบิทคอยน์ลดลง ทั้งนี้ปริมาณการขุดบิทคอยน์ที่ได้เป็นไปตามกลยุทธ์การผลิตแบบยืดหยุ่นที่เน้นการเดินเครื่องขุดเฉพาะช่วงเวลาที่ต้นทุนค่าไฟฟ้ามีความคุ้มค่า สอดคล้องกับแนวทางการบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ณ สิ้นปี 68 จำนวนเหรียญบิทคอยน์คงเหลือ 9.0339 เหรียญ  ทุ่มงบ 500 ลบ.ลงทุนใน EOS รุกธุกิจอวกาศ - ดาวเทียม - ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติพิจารณาอนุมัติให้บริษัทฯ เข้าลงทุนใน บริษัท อีออส ออร์บิท จำกัด (EOS) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบอวกาศครบวงจรของไทย ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ ผลิตประกอบ และทดสอบดาวเทียมขนาดเล็ก (Small Satellite/CubeSat) ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีภาคพื้นดินและระบบสื่อสารที่เกี่ยวข้อง - การลงทุนดังกล่าวคือการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ใน EOS เมื่อการจองซื้อหุ้นสามัญดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ บริษัทฯ จะถือหุ้นใน EOS ในสัดส่วน 19.23% ของทุนจดทะเบียนของ EOS ภายหลังการเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยบริษัทฯ จะชำระค่าตอบแทนสำหรับธุรกรรมการเข้าลงทุนถือหุ้น EOS เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท เพื่อเร่งสร้างขีดความสามารถด้าน Space Economy และ AI Infrastructure ซึ่งจะเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในทศวรรษหน้า - การลงทุนใน EOS เป็นการลงทุนในธุรกิจผลิตอากาศยานอวกาศ ดาวเทียม และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการดำเนินการจัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคม (Ground Station) นับเป็นการขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ สู่กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Technology Industry) ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับสากล - ประโยชน์แก่ JTS ในการขยายฐานธุรกิจสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มสูง และขยายฐานธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรม Space Economy ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกคาดการณ์ถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 และตลาดอวกาศของไทยมีมูลค่าสูงถึง 56,000 ล้านบาท ที่พร้อมเติบโตในทุกปี ปัจจุบัน EOS เป็นบริษัทไทยเพียงรายเดียวที่มีดาวเทียม Low Earth Orbit : LEO ที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้จริง มีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในระยะยาวด้วย - ต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ Generative AI โดยบริษัทฯ จะได้ประโยชน์จากการนำโครงสร้างพื้นฐานด้าน GPU และ AI Computing ของบริษัทฯ มาสนับสนุนการประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง (0.5m Resolution) ครอบคลุมการตัดเมฆออกจากภาพถ่าย (Cloud Removal) การวิเคราะห์วัตถุอัตโนมัติ (AI Object Detection) เช่น การตรวจจับอากาศยาน ยานพาหนะทางทหาร เรือรบ และการติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ (Change Detection) ซึ่งเป็นบริการมูลค่าสูงที่ EOS จะจำหน่ายแก่ลูกค้าภาครัฐและเอกชนมากกว่า 40 รายในอนาคต -เปิดโอกาสให้บริษัทฯ เข้าถึงสัญญาภาครัฐที่ต้องใช้เทคโนโลยีด้านโครงการถ่ายภาพที่มีศักยภาพการเติบโตรายได้ที่สูงและมีความยั่งยืน รวมทั้งยังเป็นการสร้างระบบนิเวศ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจรด้าน GPU Farm สู่การเป็น Space Data Intelligence Platform แห่งแรกของไทย ที่รองรับความต้องการทั้งด้าน Connectivity และ Earth Observation ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ให้เป็นองค์กรที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัล และนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาครัฐ ซึ่งเปิดโอกาสในการได้รับการสนับสนุนหรือความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในอนาคต ลงทุนใน ULTIMED รุก AI Healthcare -ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังได้อนุมัติธุรกรรมการเข้าลงทุนใน บริษัท อัลติเมต จำกัด (ULTIMED) โดยบริษัทฯ จะถือหุ้นใน ULTIMED สัดส่วน 25% ของทุนจดทะเบียนของ ULTIMED - ภายหลังการเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยบริษัทฯ จะชำระค่าตอบแทนสำหรับธุรกรรมการเข้าลงทุนถือหุ้นในULTIMED เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท เพื่อสร้าง AI Healthcare โครงสร้างพื้นฐานสุขภาพดิจิทัล - การลงทุนใน ULTIMED เป็นการลงทุนในธุรกิจสถานพยาบาลปฐมภูมิด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-Powered Primary Care Clinic) นับเป็นการขยายฐานธุรกิจสู่อุตสาหกรรม AI Healthcare ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยให้บริการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมครบวงจร ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ ผ่านระบบ AI-Native Clinic Operating System ซึ่งครอบคลุมระบบนัดหมาย เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบวินิจฉัยโรค (AI Diagnosis) ระบบสั่งจ่ายยา (Prescribe) บริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และบริการจัดส่งยาและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ -ในระยะที่ 1 มีเป้าหมายขยายสาขาให้ได้ 10 แห่งภายใน 2 ปีแรก โดยเป็นการต่อยอดธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีของบริษัทฯ สู่ภาคการแพทย์และสาธารณสุขบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร โดยการลงทุนในครั้งนี้ก่อให้เกิดความร่วมมือกับพันธมิตร Looloo Technology ซึ่งเป็นผู้พัฒนา AI ชั้นนำของประเทศ และเปิดโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรม AI ร่วมกันในนาคต เพื่อครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อ และการประยุกต์ใช้งานในภาคการแพทย์และสาธารณสุข - บริษัทฯ คาดว่าธุรกรรมการเข้าลงทุน EOS และ ULTIMED จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขอรับเงินช่วยเหลือจาก JSTC ใช้ลงทุนทั้ง 2 รายการ -ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก บริษัท จัสมิน ซับมารีน เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (JSTC) ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทฯ เนื่องจาก JSTC มีผู้ถือหุ้น 100% คือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ซึ่ง JAS เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ โดยถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมกันเป็นสัดส่วนร้อยละ 69.04 ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ เพื่อขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก JSTC เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการเข้าทำธุรกรรมการเข้าลงทุน EOS และธุรกรรมการเข้าลงทุน ULTIMED ภายในวงเงินไม่เกิน 550 ล้านบาท - วิสัยทัศน์ระยะยาวของ JTS ได้มุ่งมั่นวางรากฐานด้าน Digital Sovereignty ในไทยอย่างเป็นระบบ ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลจากอวกาศ (Space Infrastructure), พลังประมวลผลขั้นสูง (AI Computing Infrastructure) และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคสุขภาพและภาคเศรษฐกิจ (Applied AI Platform) ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจในระยะสั้น แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว เพื่อให้ไทยมีบทบาทในเศรษฐกิจอวกาศโลก และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็น Tech Infrastructure Champion ของประเทศไทย 
|