| Goldman Sachs เปิดเผยว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขายหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ในสหรัฐฯ มากกว่าเข้าซื้อเป็นครั้งแรกในรอบ 14 สัปดาห์ ขณะที่มาตรการเงินอุดหนุนในโครงการประกันสุขภาพ “โอบามาแคร์” (Obamacare) กำลังจะหมดอายุสิ้นปีนี้ Goldman Sachs ระบุว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขายสุทธิหุ้นกลุ่มผู้ให้บริการทางการแพทย์, บริษัทเวชภัณฑ์ และไบโอเทค โดยมีเพียงกลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพเท่านั้นที่เป็นกลุ่มย่อยที่มีการซื้อสุทธิ Goldman Sachs ระบุว่า การเปิดสถานะขาย (Short position) มีสัดส่วนมากกว่าสถานะซื้อ (Long positions) ในสัดส่วน 8-1 โดยสถานะขายนั้นเป็นการเก็งกำไรว่าราคาจะปรับตัวลดลง ในขณะที่สถานะซื้อเป็นการคาดการณ์ว่า ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ระบุว่า สัดส่วนการถือครองหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปี และรอบ 5 ปีที่ผ่านมา  ปัจจุบัน มีชาวอเมริกันประมาณ 24 ล้านคน ซื้อประกันสุขภาพผ่านกฎหมาย Affordable Care Act หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Obamacare" ขณะที่มาตรการเพิ่มเงินอุดหนุนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังจะหมดอายุลง ในวันที่ 31 ธ.ค. นี้ เว้นแต่สภาคองเกรสจะมีมติขยายเวลาออกไป หากไม่เช่นนั้น ผู้ใช้งานจะต้องจ่ายเบี้ยประกันในอัตราที่สูงขึ้น ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ว่า ต้องการหารือกับบริษัทประกันสุขภาพในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหารือถึงแนวทางในการลดราคาค่าบริการ โดยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้น ได้สร้างความไม่พอใจให้กับสาธารณชน และอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งกลางเทอมปีหน้า ในสัปดาห์นี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันได้ผ่านร่างกฎหมายที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายลดค่าเบี้ยประกันให้กับคนบางกลุ่ม ขณะเดียวกันยังปรับลดเงินอุดหนุนและเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนม.ค. 2027 หรือสองเดือน หลังเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Hazeltree ซึ่งติดตามผู้จัดการสินทรัพย์ 700 ราย และหุ้น 15,000 ตัวทั่วโลก ระบุว่า ในเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา Hims & Hers บริษัทเทเลเฮลท์ (Telehealth) และผู้ผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์อย่าง Bruker ซึ่งเป็นหุ้นขนาดกลางเป็นเป้าหมายในการขายชอร์ตมากที่สุด ที่มา Reuters 
|