| ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกในเดือนพ.ย. เติบโตในอัตราต่ำที่สุด นับตั้งแต่เดือนก.พ. 2024 จากการที่ตลาดจีนเริ่มทรงตัว รวมไปถึงการสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษี EV ของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดอเมริกาเหนือ มีแนวโน้มติดลบเป็นปีแรกนับตั้งแต่ 2019
ในยุโรป การจดทะเบียนรถ EV ทั้งแบบแบตเตอรี่และปลั๊กอินไฮบริด ยังคงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนด้านมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล โดยยอดขายสะสมปีนี้ เพิ่มขึ้นราว 1 ใน 3 จากช่วงเดียวกันของปี 2024 ซึ่งยอดขายโตสูงถึง 36% ทะลุ 4 แสนคัน ขณะที่ประเทศอื่นทั่วโลก ขยายตัวเพิ่มขึ้น 35% แตะระดับเกือบ 1.6 แสนคัน ส่วนยอดขายในจีน เพิ่มขึ้นเพียง 3% แตะระดับกว่า 1.3 ล้านคัน ต่ำสุดนับตั้งแต่ก.พ. 2024 ส่วนตลาดอเมริกาเหนือ ร่วงหนัก 42% เหลือราว 1 แสนคัน และยอดสะสมปีนี้ติดลบ 1% ขณะที่ยอดจดทะเบียน EV ทั่วโลก เพิ่มขึ้น 6% แตะระดับเกือบ 2 ล้านคันในเดือนพ.ย.
กลุ่มสนับสนุนพลังงานสะอาดชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ EV อย่างรวดเร็ว ถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่บรรดาค่ายผู้ผลิตรถยนต์และรัฐบาลหลายประเทศ กลับเริ่มไม่แสดงการสนับสนุน ซึ่งเห็นได้จากยอดขาย EV ที่เติบโตช้ากว่าคาดการณ์ ทำให้กดดันอุตสาหกรรมทั้งด้านการจ้างงานและมาร์จิ้นกำไร
ชาร์ลส์ เลสเตอร์ ผู้จัดการข้อมูลของ Benchmark Mineral Intelligence (BMI) ระบุว่า “สำหรับปีหน้า เรายังมองว่ายอดขาย EV ในสหรัฐฯ จะลดลง เพราะมาตรการลดหย่อนภาษี มีผลต่อความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก”
 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เพิ่งเสนอปรับลดมาตรการประหยัดน้ำมันที่รัฐบาลก่อนหน้าเสนอเอาไว้ ขณะที่สหภาพยุโรป เลื่อนการประกาศข้อเสนอใหม่สำหรับภาคยานยนต์ ซึ่งอาจนำไปสู่การผ่อนผันกฎห้ามขายรถปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์รุ่นใหม่ในปี 2035 ส่วนจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและคิดเป็นเกินครึ่งของยอดขาย EV โลก อาจได้รับผลกระทบจากการลดเงินสนับสนุนปลายปี ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ
ขณะเดียวกัน ยอดขาย Tesla ในสหรัฐฯ ก็ปรับตัวร่วงแรง แม้จะเปิดตัวรุ่นราคาประหยัดของ Model Y และ Model 3 โดยยอดขาย Tesla ในสหรัฐฯ ช่วงเดือนพ.ย. ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี ซึ่ง Tesla ต้องพึ่งรุ่น Standard ที่มีราคาถูกกว่ารุ่นเดิมราว 5 พันดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพยุงยอดขาย หลังรัฐบาลทรัมป์ยุติสิทธิ์รับเครดิตภาษี 7.5 พันดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปลายเดือนก.ย. แต่ยอดขายรวมกลับลดลง 23% เหลือ 3.98 หมื่นคัน จากกว่า 5.1 หมื่นคันในปีก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ ม.ค. 2022 อย่างไรก็ตาม แม้ตลาด EV ในสหรัฐฯ จะทรุดตัวกว่า 41% ในเดือนพ.ย. แต่ส่วนแบ่งตลาดของ Tesla กลับเพิ่มขึ้นจาก 43.1% เป็น 56.7% เนื่องจากคู่แข่งได้รับผลกระทบที่หนักกว่า
ทั้งนี้ ยอดส่งมอบของ Tesla ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในปีที่แล้ว จากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงและการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะในตลาดยุโรปและจีน ซึ่งในปีนี้ ยอดส่งมอบถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงอีก เนื่องจาก Tesla ยังไม่มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เต็มรูปแบบ นอกเหนือไปจาก Cybertruck ซึ่งก็ยังทำยอดขายได้ไม่ดีนัก
ที่มา Reuters 1 และ 2
 |