ไทยเบฟ ผสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับ ESG เดินหน้าสร้าง “คาราวานโลคอลสู่โกลบอล” เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประกาศแผน 4 ด้านที่ชัดเจน ได้แก่ พลังงาน น้ำ บรรจุภัณฑ์ และการฟื้นฟูคาร์บอน นอกจากนี้ ไทยเบฟยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2030 และเสริมกำลังด้วยการทำงานร่วมกันของคนรุ่นใหม่กับผู้มีประสบการณ์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
“จากหยดน้ำเล็ก ๆ สู่สายน้ำที่เติมเต็มทุกช่วงเวลาแห่งความสุข” คือถ้อยคำเปิดเวทีที่สะท้อนบทบาท บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มของไทย ซึ่งวันนี้เดินหน้า ผสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับ ESG เพื่อ สร้าง “คาราวานโลคอลไทยสู่โกลบอล” เชื่อมแบรนด์เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภค พร้อมขยาย “พื้นที่แห่งความสุข” ให้กว้างไกลทั้งประเทศและต่างแดน
วิสัยทัศน์ พอเพียงเป็นราก ESG ปีกเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน
คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ เปิดเผยว่า ไทยเบฟวางตำแหน่งให้เป็น Total Beverage Company ครอบคลุมทุกช่วงวัยทุกโอกาส โดย ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 เป็นรากฐาน และ แปลงสู่การปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ไทยเบฟยัง ทำงานกับมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเชื่อมโยงประโยชน์สู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ
พร้อมกันนี้ องค์กรย้ำ หลักคิด “อยู่กับคุณทุกช่วงเวลา” เพื่อเชื่อมแบรนด์กับวิถีชีวิตจริง ผลักดันความเติบโตยาวนาน จนไทยเบฟ ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในหลายหมวดสินค้าต่อเนื่องกว่าสองทศวรรษ และก้าวเป็นหนึ่งในผู้นำอาเซียน
4 ประเด็นเร่งด่วน : เครื่องยนต์ ESG สู่เป้าหมาย Net Zero 2050
เพื่อหนุนคำมั่นสากลเรื่องภูมิอากาศ ไทยเบฟกำหนด 4 วาระเร่งด่วน เชื่อมโยงกันแบบ “ลด–ฟื้น–หมุนเวียน–ยกระดับ” ดังนี้
1.สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และพลังงาน (Climate & Energy) ปรับตัว–ลดใช้–เพิ่มหมุนเวียน : เร่งการปรับตัวให้เท่ากันกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และการลดสัดส่วนการใช้พลังงานจากฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วน พลังงานหมุนเวียน ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง
2.การบริหารจัดการน้ำ (Water Stewardship) คืนน้ำทุกหยดภายในปี 2040 : มอง “น้ำ” เป็น ความเสี่ยงสูงสุดของธุรกิจ จึงวางแผน บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการให้ใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน โดยการตั้งเป้า “คืนน้ำทุกหยดกลับสู่ธรรมชาติ” ในปี 2040 ทั้งเชิงโรงงาน (น้ำสะอาดก่อนคืนระบบ)
“เท่ากับว่า น้ำทุกหยดที่นำมาใช้ผลิตเครื่องดื่มของไทยเบฟ จะต้องทำให้เป็นน้ำสะอาดก่อนแล้วส่งกลับคืนไปสู่ธรรมชาติ และเชิงลุ่มน้ำ (ปลูกป่า–สร้างฝาย–ชะลอน้ำ) เพื่อ กักเก็บช่วงน้ำหลาก และใช้ได้ช่วงแล้ง อย่างสมดุล”
3.บรรจุภัณฑ์ (Packaging) หมุนวนทรัพยากรให้ครบลูป ใช้วนกลับให้คุ้มค่า : พัฒนา บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หนุน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ ระบบเก็บกลับผ่านบริษัทในเครือ ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล (TBR) ได้ถึง 97% พร้อมเชื่อมกติกาขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility- EPR) ในภูมิภาค
4.วางแผนชดเชยการปล่อยคาร์บอน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (Offset & Regeneration) ชดเชยที่เหลือ ฟื้นฟูที่หาย : เดินคู่ขนาน ลดจริงในห่วงโซ่การผลิต(Supply Chain) กับการ ชดเชยคาร์บอนคุณภาพ และ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ผ่านโครงการ ปลูกป่า–เพิ่มคาร์บอนสต็อก เพื่อรองรับส่วนการปล่อยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะยาว
โรดแมปคาร์บอน 42% ภายใน 2030 ก่อนแตะ Net Zero 2050
ไทยเบฟตั้งธง Net Zero ปี 2050 โดยมีหมุดหมายแรก ลดก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2030 (เฉลี่ย 6% ต่อปี) ซึ่งสองปีหลังสุดรวมลดได้แล้ว 12% ขณะเดียวกัน ปีนี้มี การรวมธุรกิจ F&N และ Dairy Farm ในมาเลเซีย ทำให้ ฐานการปล่อย (baseline) เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เป้าลดการปล่อยยังคงเดิม จึงต้อง เร่งโครงการลด–เพิ่มพลังงานหมุนเวียน–ขยายการฟื้นฟู–ยกระดับซัพพลายเชน ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
“ภายในปี 2030 หากวางตามค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณสัก 6% ต่อปี จะลดได้ถึง 42 % ถือว่ามีความท้าทายเมื่อเพิ่มบริษัท F&N เข้ามาในเครือ ทำให้ฐานการปล่อยก๊าซฯ มีขนาดใหญ่มากขึ้น ในวันนี้ยังต่ำกว่าเกณฑ์ จึงต้องเร่งมือในหลายเรื่อง”
ธงบนเวทีโลก : มาตรฐานสากลตอกย้ำความยั่งยืน
ไทยเบฟเดินหน้าสู่ Net Zero 2050 ภายใต้กรอบ Science Based Targets initiative (SBTi) ควบคู่การยอมรับจากเวทีสากล โดยได้รับการจัดอันดับเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลกจากดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) ทั้ง DJSI World และ DJSI Emerging Markets
อีกทั้งยังได้ระดับ A ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคง และด้านน้ำ ทั้งขับเคลื่อนสังคมใน 5 มิติ ได้แก่ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี–การศึกษา–กีฬา–ศิลปวัฒนธรรม–พัฒนาชุมชน เพื่อ “สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต”
PASSION 2030 : กลยุทธ์คู่ขนาน “เข้าถึง–ดิจิทัล”
การขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ PASSION 2030 โฟกัส 2 แกนที่เชื่อมกันอย่างเป็นระบบ
- Reach Competitively – เข้าถึงจริงในทุกช่องทาง : เสริมเครือข่ายกระจายสินค้า–ซัพพลายเชน ให้ “ถึง–เร็ว–คุ้ม” ตรงใจผู้บริโภค : ไทยเบฟเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน Passion 2030 เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียนในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารอย่างแข็งแกร่ง ด้วยกลยุทธ์หลัก 2 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงและเอาชนะใจผู้บริโภค และเติบโตในยุคดิจิทัล โดยการเข้าถึงผู้บริโภค (Reach Competitively) สินค้าต้องเข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวก ตรงความต้องการ ผ่านการพัฒนาตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการมุ่งพัฒนาเครือข่ายกระจายสินค้าทุกช่องทางให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านการจัดการซัพพลายเชนที่เป็นเลิศ สร้างเครือข่ายเพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ และให้บริการไร้รอยต่อในต้นทุนที่แข่งขันได้
- Digital for Growth – ดิจิทัลเพื่อการเติบโต : ใช้ข้อมูล–อนาลิติกส์–ออโตเมชัน ยกระดับการตัดสินใจ เพิ่มประสิทธิภาพ เชื่อมคู่ค้า–ผู้บริโภคอย่างไร้รอยต่อ สำหรับการใช้ดิจิทัลสร้างการเติบโต (Digital for Growth) นำเทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยสร้างการเติบโตด้วยใช้ฐานข้อมูล การวิเคราะห์ ตัดสินใจ หาช่องทางสร้างโอกาสใหม่ อีกทั้งยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่การเชื่อมโยงเครือข่ายคู่ค้าและผู้บริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
พอร์ตธุรกิจ 4 กลุ่ม : ผู้นำตลาดที่เชื่อมรากวัฒนธรรมท้องถิ่นกับเวทีโลก
อาหาร (Food): เป็นผู้นำธุรกิจอาหาร ผ่านความหลากหลายทั้งอาหารญี่ปุ่น จีน ไทย และตะวันตก เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัยในทุกโอกาส รวมถึงแฟรนไชซีร้าน KFC ที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทย ตลอดจนแพลตฟอร์มโลจิสติกส์รองรับสินค้าเฉพาะทาง
สุรา (Spirits): รีเฟรช “รวงข้าว” สื่อสาร “Drinking Visual แบบไทย” เน้นดื่มอย่างรับผิดชอบ พร้อมต่อยอด International Spirits
เบียร์ (Beer): ยกระดับ “ช้าง” สู่มาตรฐานรสชาติที่ผู้บริโภคต่างชาติชื่นชม เดินเกม Reach + Digital เสริมฐาน เวียดนาม (Sabeco) ทำให้ไทยเบฟติดทำเนียบผู้ผลิตรายใหญ่สุดในอาเซียน
ไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic): พอร์ตหลากหลาย ตั้งแต่ ราคาเข้าถึงได้ ถึง พรีเมียม ครอบคลุมทุกวัย–ทุกโอกาส ประกอบด้วย แบรนด์ เอส, โออิชิ และ คริสตัล ล่าสุด ผนวก F&N เสริมพลังในอาเซียน
คน คือ พลัง : รีสกิล–อัปสกิล รุ่นใหม่เติมไฟ รุ่นพี่เติมลึก
ท่ามกลางแรงเปลี่ยนของโลกการทำงาน ไทยเบฟวาง Human Capital เป็น “ทุนที่เพิ่มมูลค่าได้” ปรับ รูปแบบงานให้สอดคล้องพลังแต่ละวัย สร้าง Work–Life Balance และเปิด เส้นทางเติบโตแบบไร้เพดาน (Limitless Opportunity) เพื่อเป็น หนึ่งในองค์กรที่น่าทำงานที่สุดของอาเซียน ใต้ร่ม PASSION 2030
“จะต้องจัดรูปแบบงานให้สอดคล้องกันกับพลังของแต่ละวัย เด็กรุ่นใหม่พร้อมทุ่มเทแต่ประสบการณ์น้อย ต้อง “บาลานซ์” กับรุ่นพี่ที่เชี่ยวชาญแต่กำลังลดลง องค์กรยึดแนวคิด Human Capital (HC) ไม่ใช่ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่เป็นทุนที่ “เติมมูลค่าได้” จึงรีสกิล–อัปสกิล สร้างเส้นทางเติบโต (Limitless Opportunity)”
เป้าหมายสำคัญ ไทยเบฟมุ่งมั่นเป็นหนึ่งในองค์กรเพื่อรองรับพนักงานที่ดีที่สุดในอาเซียน เป็น ทั้งสร้างโอกาสไร้ขีดจำกัดเพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้ เติบโต และประสบความสำเร็จท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการผสานแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับเป้าหมายของกลุ่ม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตของทำให้ทุกคนที่ทำงานใต้ร่มไทยเบฟ มีความพึงพอใจในสายอาชีพ และโอกาสก้าวหน้า จะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้พนักงานพร้อมทุ่มเท ให้องค์กรได้ในระยะยาว
“สถานการณ์ยาก เราไม่ลดธง แต่เปลี่ยนวิธีทำงาน สร้างทีมให้แกร่งขึ้น เติมคนรุ่นใหม่ให้ไฟแรง และต่อยอดประสบการณ์รุ่นพี่ เพื่อเดินไปถึงเป้าเดียวกัน นําพาความสําเร็จมาให้ในองค์กร แต่ขอโทษที่คนทุกคนก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เหมือนอย่างผม ที่เรามีช่วงระยะเวลาของเรา เราจะใช้พลังได้เต็มที่ตลอด 45 ปี ไม่ง่าย จึงต้องเตรียมพร้อมรองรับ คนทุกรุ่น ตั้งแต่หนุ่ม สาว ให้ใส่พลังเต็มความสามารถ มีร่วมเรียนรู้ (Learning Curve) แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีของแต่ละคนเข้ามาทำงาน” ฐาปน สิริวัฒนภักดี กล่าวทิ้งท้าย












