ศึกเลือกตั้ง 8 กุมภาฯ 2569 เดิมพันประเทศไทย ส่องนโยบายเศรษฐกิจ พรรคการเมืองดัง จัดเต็มแก้ปัญหาปากท้อง ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนไปจากประชานิยมในรูปแบบเดิม
นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนแรงไม่แพ้อุณหภูมิเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” สำคัญ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย พามาเจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองหลักสำคัญ ที่ต่างงัดกลยุทธ์ “ไม้ตาย” ออกมาขับเคี่ยวกัน ตั้งแต่ทำโครงการประชานิยม การแก้ไขปัญหาปากท้อง อย่างการอุดหนุนเงิน ทำโครงการคนละครึ่ง ไปจนถึงการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ และเปลี่ยนแปลงสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล
พรรคภูมิใจไทย ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” กับนโยบาย เศรษฐกิจ 10 Plus
พลัสที่ 1 เพิ่มรายได้ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส และต่อยอดนโยบายโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมจะลดรายจ่าย ให้ค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย สำหรับ 200 หน่วยแรก รวมทั้งจะเพิ่มเงินออม ผ่านพันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส และ TISA
พลัสที่ 2 ผู้สูงวัย พลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล
พลัสที่ 3 ชุมชน พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่ชอบ ตอบโจทย์ทุกคน
พลัสที่ 4 การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงาน เรียนฟรีทุกที่ ทุกเวลา
พลัสที่ 5 เมดอินไทยแลนด์ SME พลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไวสู้ได้ทุกเวที จะเน้นให้ดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่
พลัสที่ 6 ลงทุน พลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมลงทุน กระตุ้นโตยาว เพิ่มการลงทุนประเทศเป็น 30% ของจีดีพีใน 4 ปี ดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งเป้าหมายจีดีพีเติบโต 3%
พลัสที่ 7 เศรษฐกิจสีเขียว พลัส รักษ์โลก คือ ทางรอดและทางรวยยั่งยืน โดยจะเดินหน้าพลังงานสีเขียว การเงินสีเขียว และตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต
พลัสที่ 8 AI พลัส AI ถึงมือ ถึงตัว เงินถึงบ้าน โดยทำ AI ภาครัฐ AI ธุรกิจ และ AI ภาคประชาชน เพิ่มทักษะ เพิ่มรายได้
พลัสที่ 9 Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก ด้วยพันธมิตร
พลัสที่ 10 ไทยแลนด์ พลัส รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกั๊ก
สถานการณ์ของพรรคภูมิใจไทย ได้คีย์แมนคนสำคัญอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามาอยู่ในทัพเศรษฐกิจ โดยมีผลงานที่โดดเด่นในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วงที่ผ่านมาและมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของประชาชนและภาคเอกชน

พรรคเพื่อไทย ภายใต้สโลแกน “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน” กรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย 10 เรื่อง
1.สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง ผลักดันให้จีดีพีเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี
2.ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ
3.หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ-ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง
4.ปลดล็อกกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเงินจากต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย
5.แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ทั้งทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน
6.การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ
7.เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง
8.สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ยกระดับผลิตภาพแรงงาน เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงน้อยย้อยลง ต้องยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI
9.ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย
10.ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ เอื้อให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ยังผลักดัน “หวยเกษียณ” ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล, นโยบายล้างหนี้ให้คนไทย สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ, คนเป็นหนี้ NPL ไม่เกิน 200,000 บาท จ่าย 10% หรือเพียง 20,000 บาท ปิดหนี้ได้ทันที, การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท, การปลดหนี้ผู้สูงอายุไม่เกิน 100,000 บาท ภายใน 3 เดือน และการให้รางวัลลูกหนี้ชั้นดี ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด พร้อมสานต่อรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ควบคู่ผ่านนโยบายรถเมล์แอร์ 10 บาท และผลักดันนโยบายบ้านเพื่อคนไทย

พรรคประชาชน ภายใต้สโลแกน “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก”
นโยบายเศรษฐกิจพรรคประชาชน พร้อมกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ 53 นโยบาย ครอบคลุม 8 ด้าน ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจที่เป็นธรรม 2.โครงสร้างพื้นฐานทันสมัย 3.สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล 4.พลิกโฉม SME และเพิ่มทักษะคนไทย 5.วางยุทธศาสตร์ไทยบนเวทีโลก 6.ท่องเที่ยว กีฬา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 7.พลังงาน และ 8.ต่างประเทศ
ตัวอย่างนโยบายเศรษฐกิจ ของพรรคประชาชน เช่น ผลักดัน “หวยใบเสร็จ SMEs” เพื่อสนับสนุนให้ SMEs มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SMEs ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย
สำหรับหวยใบเสร็จ SME มีสิทธิประโยชน์ คือ
ผู้บริโภค : ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน เติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน พร้อมหวยใบเสร็จ SMEs ที่จะจูงใจผู้บริโภคสนับสนุนร้านค้ารายย่อย SMEs ครั้งแรก
ผู้ประกอบการ: ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก) เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล
สิทธิประโยชน์ทางภาษี SME ที่ร่วมโครงการ เช่น ขยายเพดาน VATเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาท/ปี เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี และเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% เป็นต้น
ขณะเดียวกันยังมีนโยบายฟื้นฟูความเชื่อมั่น คือ 1.เสริมสร้างความเป็นอิสระของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการกำกับดูแล ให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้ทำงานโปร่งใส รวดเร็ว และลงโทษผู้กระทำผิดคดีฉ้อโกงได้อย่างเด็ดขาด
2.ยกระดับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติและสร้างมาตรฐานที่ดีแก่นักลงทุนในไทย
3.แก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า การตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดในคดีตลาดทุนมักมีความล่าช้า ทำให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสหลบหนีหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ซึ่งซ้ำเติมความเสียหายบ่อนทำลายความเชื่อมมั่นต่อตลาดทุน
4.ปรับปรุงกระบวนการสรรหากรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งปรับปรุง บทบาทหน้าที่ของกรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ
นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่น่าสนใจ เช่น ผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เพื่อวางตำแหน่งไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก , สร้าง “ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน” โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมที่เชื่อมโยงทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ในราคา 8-45 บาทตลอดการเดินทาง จากจุดเริ่มต้นถึงจุดหมายปลายทาง และมุ่งเน้นสินค้าในประเทศ สนับสนุนสินค้า SME, OTOP, สินค้าเกษตร และสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) ให้เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศด้วยต้นทุนต่ำที่สุด เป็นต้น

พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้สโลแกน “ไทยหายจน” กับ 4 เสาหลัก 27 นโยบาย ตัวอย่างที่น่าสนใจ
– ประกันรายได้จ่ายทันที สนับสนุนต้นทุนการผลิตตั้งแต่ต้นฤดูกาลไร่ละ 1,000 บาท ประกันรายได้ 10,000 บาท จ่ายทันทีต้นฤดูกาลไร่ละ 1,000 บาท
– ลดค่าไฟ ไม่ใช้เงินภาษี บริหารต้นทุนการผลิตไฟ ลดการใช้ ก๊าซธรรมชาติเหลว ที่มีต้นทุนแพง แทนที่ด้วยพลังงานที่ประหยัดกว่าการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากหลังคาบ้านประชาชน ด้วยระบบผลิตไฟใช้เองเหลือขายให้การไฟฟ้า ไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากลาว
– ประเทศไทยศูนย์กลางพลังงานแห่งอาเซียน
– เงินได้ 40,000 บาทแรก ไม่เสียภาษี
– รถไฟฟ้า+รถเมล์ สูงสุด 30 บาท
– สลากออมทรัพย์รายจังหวัด ‘เฮงได้ แห้วคืน’ ให้มีการออกสลากการออมโดยออกเป็นรายจังหวัด จังหวัดละ 100,000 ใบ โดยกำหนดรางวัลที่หนึ่งจังหวัดละ 1,000,000 บาทต่องวด รวม 77 ล้านบาทต่องวด โดยเงินที่ประชาชนใช้ซื้อสลากเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการออกรางวัล สามารถนำมาสะสมในกองทุน
– ให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็กเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 12 เดือน , เบี้ยคนชราถ้วนหน้า 1,000 บาท , บ้านผู้สูงวัยปลอดภัย , เบี้ยคนพิการ ถ้วนหน้า
– จัดซื้อจัดจ้างให้โอกาส SMEs ไทย Made-in-Thailand First
– มอเตอร์เวย์ 4 ทิศ รถไฟความเร็วสูง เชื่อมไทยเชื่อมโลก สายกรุงเทพ – เชียงราย ,กรุงเทพ – สะเดา ,กรุงเทพ – ตราด, กรุงเทพ – กาญจนบุรี ,กรุงเทพ – หนองคาย ,กรุงเทพ – อุบลราชธานี และขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง นครราชสีมา – หนองคาย เชื่อมต่อกับประเทศลาว และเส้นทางจากประเทศลาวสู่ประเทศจีน

พรรคกล้าธรรม ภายใต้สโลแกน “ทำมากกว่าพูด”
นโยบายสำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ มุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหาปากท้องและภาคการเกษตร แม้พรรคกล้าธรรมจะยังไม่ใช่พรรคใหญ่ แต่ถือว่าการเลือกตั้งรอบนี้ เป็นพรรคที่มีนโยบายที่น่าสนใจหลายด้าน เพื่อแก้ปัญหาให้คนฐานราก ดังนี้
– สร้างธนาคารเกษตรเพื่อประชาชน
– การจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกร ยึดที่ดินผิดกฎหมาย ผลักดันการเปลี่ยนที่ดิน สปก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้ชาวบ้าน และยกระดับเป็นโฉนดครุฑแดง
– จัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตร และผลิตปุ๋ยขายราคาถูก โดยชู “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
– ทำสงครามสินค้าเถื่อน แก้ปัญหาการลอบนำเข้าสินค้า
– แก้ปัญหาหนี้สิน และที่อยู่อาศัย พัฒนาคุณภาพชีวิตครู
– ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ปรับเบี้ยผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก
– กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองให้กลายเป็นเมืองหลัก พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยยึดหลักภาคการเกษตร ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ศิลปวัฒนธรรม

เครดิตรูป จาก เฟซบุ๊ค ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์
จากตัวอย่างนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรค จะเห็นได้ว่า “สงครามนโยบายเศรษฐกิจ” ได้เปลี่ยนจากการเน้นทำโครงการประชานิยมแบบสุดโต่ง อย่างการแจกเงินเพียงอย่างเดียว เปลี่ยนมาเป็นการแข่งขันที่ “โครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล” มากขึ้น เพราะทุกพรรคต่างตระหนักดีว่า “ประชานิยมแบบเดิม” อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อีกต่อไป
สุดท้ายแล้ว ต้องจับตาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่านโยบายหาเสียงพรรคการเมืองใดที่จะครองใจประชาชน พาประเทศไทยไปได้ไกล และคนไทยจะกินดีอยู่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?












