เชื่อกันว่าหากเอ่ยถึง “มัลดีฟส์” คงจะเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยว ที่นักเดินทางหลายคนตั้งเป้าเป็นหมุดหมายที่อยากจะไปเยือนสักครั้งในชีวิต เพราะมีธรรมชาติที่งดงาม หาดทรายขาวละเอียด และแนวปะการังที่สมบูรณ์แบบ
ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำตื้นดูปะการัง สัตว์น้ำใต้ท้องทะเลแล้ว บริเวณที่พักที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบยังสามารถเห็นฉลามมาแหวกว่ายให้ได้ชมถึงที่พักเลยทีเดียว
นอกจากนี้ที่พัก ล้วนสร้างเป็น รีสอร์ทหรูหรา โดยเฉพาะรีสอร์ทที่สร้างกลางน้ำที่ให้เห็นวิวได้แบบ 180 องศา เห็นน้ำทะเลแบบสุดลูกหูลูกตา เหมาะทั้งกับครอบครัวที่ต้องการพากันไปพักผ่อน หรือ จะกลุ่มเพื่อนที่พร้อมจะ Adventure กับกิจกรรมต่างๆที่แต่ละรีสอร์ทมีไว้ให้ ขณะเดียวกัน มัลดีฟส์ ยังถือเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่คู่รักต่างพามา honeymoon เพราะถือเป็นสถานที่เงียบและโรแมนติก
“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพานักท่องเที่ยวทุกท่านไป รู้จัก มัลดีฟส์ ในมิติอื่นๆ มากขึ้น เพื่อหาคำตอบว่า ทำไม ประเทศที่มีพื้นที่เพียง 298 ตร.กม. หรือไม่ถึงพื้นที่ 1% ของประเทศไทย ขณะที่ประชากรและผู้อยู่อาศัยเพียงระดับ 5 แสนคน แต่สามารถสร้างกระแสการท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ระดับกว่า 5% ต่อปี และที่น่าสนใจคือ รายได้ต่อคนต่อปีของมัลดีฟส์ สูงกว่าประเทศไทยถึง 3 เท่า
เจาะลึก มัลดีฟส์ ประเทศท่องเที่ยวคือเครื่องจักรเศรษฐกิจสำคัญ
มัลดีฟส์ มีพื้นที่ 298 ตร.กม. มีเมืองหลวงคือกรุงมาเล มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 5 แสนคน เป็นประชากรประมาณ 3.9 แสนคน และที่เหลือเป็นชาวต่างชาติอีก 1.2 แสนคน โดยเครื่องจักรสำคัญ ที่ขับเคลื่อนประเทศนี้ คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับหรูเป็นหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) รองลงมาคือ การประมง โดยมัลดีฟส์เป็นประเทศผู้ส่งออกปลาทูน่าที่สำคัญ
การท่องเที่ยว มัลดีฟส์ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในต้นยุค 70 หลังจากประธานาธิบดี Ibrahim Nasir ได้มีนโยบายกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศ จนมาสู่การตั้งรีสอร์ทแห่งแรกของมัลดีฟส์ คือ Kurumba Maldives ในปี 1972 ก่อนเข้าสู่ยุคของการเติบโตและการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในปี 80-90s กับการสร้างแบรนด์รีสอร์ทแบบ ‘One Island, One Resort’ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่มัลดีฟส์ ปรับตัวเข้าสู่การท่องเที่ยวระดับสูง แทนการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงของมัลดีฟส์ เฟื่องฟูอีกครั้ง ในช่วงหลังเหตุการณ์สึนามิปี 2004 โดยมีการลงทุนขนาดใหญ่ในการพัฒนาและก่อสร้างรีสอร์ทใหม่จำนวนมาก การเร่งตัวนี้เองที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการแรงงานต่างชาติอย่างมหาศาล ก่อนที่ในปี 2024 มัลดีฟส์มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 2.05 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.9% จากปี 2023 จากการเดินหน้าโมเดลการท่องเที่ยวแบบหรูหรา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ถอดกลยุทธ์ ทำไมมัลดีฟส์ บริหารท่องเที่ยวตลาดบนได้อยู่หมัด
การจัดการการท่องเที่ยวแบบหรูหราของมัลดีฟส์นั้นถือเป็นกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ซึ่งมาจากการใช้ประโยชน์จากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และการบังคับใช้นโยบายที่เข้มงวด กลไกสำคัญที่สุดคือแนวคิด “หนึ่งเกาะ หนึ่งรีสอร์ต” (One Island, One Resort) ซึ่งกำหนดให้รีสอร์ทแต่ละแห่งต้องตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวทั้งหมด นโยบายนี้ทำให้เกิดความเป็นส่วนตัว ความพิเศษ และความหรูหราสูงสุด (Ultra-Exclusivity) ที่นักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมยินดีจ่ายในราคาสูงลิบ โมเดลนี้สร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจแบบ High-Yield, Low-Volume ที่มีประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าต่อหน่วยสูงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตัวเลข GDP ต่อหัวของประเทศสูงโดดเด่นอย่างมาก โดย GDP ปี 67 ของมัลดีฟส์อยู่ที่ 7,200 ล้านดอลลาร์ เติบโต 5.2 % – รายได้ต่อคนต่อปี อยู่ที่ 17,300 ดอลลาร์/คน เทียบกับไทยอยู่ที่ 8,000 ดอลลาร์/คน
เพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางการคลัง มัลดีฟส์ได้ออกแบบโครงสร้างการจัดเก็บรายได้อย่างชาญฉลาด โดยใช้ระบบภาษีแบบสองระดับ (Dual-Rate Tax) ที่เน้นเก็บเงินจากภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ อัตรา Tourist GST (TGST) ถูกตั้งไว้ที่ 16% ซึ่งสูงเป็นสองเท่าของภาษีทั่วไป ควบคู่ไปกับการจัดเก็บ Green Tax รายวันจากนักท่องเที่ยว นโยบายนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถดึงมูลค่าเงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาลจากนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ประเทศได้โดยตรง ทำให้รายได้ของรัฐบาลมีความแข็งแกร่งและต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการประเทศขนาดเล็กที่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง
นอกจากนี้ยังมี กลยุทธ์ตลาดคู่ขนาน (Dual Market Strategy) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยที่ยังคงรักษาแบรนด์หรูของรีสอร์ทไว้ ด้วยการอนุญาตให้มีการพัฒนา เกสต์เฮาส์บนเกาะท้องถิ่น (Local Island Guesthouses) ตั้งแต่ปี 2009 ได้ถ่ายโอนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ชุมชนนอกเมืองหลวง การกระจายผลประโยชน์สู่ชุมชนทุกอะทอลล์ สร้างความยั่งยืนทางสังคม และทำให้โมเดลเศรษฐกิจโดยรวมมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการเน้นสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่อง ESG ส่วนในปี 2025 มัลดีฟส์ก็ก้าวข้ามไปอีกขั้น โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึก เช่น Visit Maldives Data Dashboard เพื่อกำหนดเป้าหมายการตลาดที่แม่นยำ – ดึงดูดลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเข้าสู่ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ข้อมูลเหล่านี้ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่า แม้มัลดีฟส์ จะมีพื้นที่เพียงไม่กี่ตร.กม. แต่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ก็ล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจประเทศนี้อยู่ไม่น้อย โดย จากข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เดินทางไปยังมัลดีฟส์ สูงถึง 1.9 ล้านคน โดย นักท่องเที่ยว 5 อันดับแรก คือ อินเดีย รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร และ เยอรมนี ขณะที่ชาวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวที่มัลดีฟส์มากถึง 17,997 คน และนักท่องเที่ยวมัลดีฟส์เดินทางมาไทยถึง 28,436 คน
แกะสูตรความสำเร็จมัลดีฟส์ นำมาใช้กับไทยได้แค่ไหน
ความสำเร็จของมัลดีฟส์ ได้ประกาศให้โลกได้เห็นแล้วว่า แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่หากออกแบบเชิงโครงสร้างทางเศรษฐศาสตร์การคลัง และการตลาด รวมถึงกลไกการถือครองที่ดินที่เอื้อต่อการลงทุนแบบผูกขาดและเป็นส่วนตัว ซึ่งช่วยให้รัฐบาลสามารถเก็บเกี่ยวรายได้ภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจากฐานนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ก็สามารถประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจได้ไม่ยาก
แต่หากหันกลับมาดูไทย ที่การท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นเดียวกับการส่งออก ทั้งในแง่ของรายได้และการจ้างงาน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาไทยนั้น ยังเป็นในเชิงปริมาณเป็นหลัก ขณะที่นักท่องเที่ยวที่คุณภาพ หรือมีการใช้จ่ายต่อหัวต่อทริปยังค่อนข้างต่ำ หรือประมาณ 63,740 บาทต่อทริปเท่านั้น
โดยประเทศไทยยังมีความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ไม่สามารถลอกเลียนแบบโมเดล “One Island, One Resort” ได้โดยตรง ซึ่งอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ไทยเข้าถึงตลาด Ultra-Luxury ได้อย่างเต็มที่คือ ข้อจำกัดทางกฎหมายว่าด้วยการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ ซึ่งลดทอนความมั่นคงในการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนระดับสูง (HNWIs) และ นโยบายการท่องเที่ยวที่ยังคงมุ่งเน้นปริมาณ (Volume-Driven Policy) ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร และบ่อนทำลายผลิตภัณฑ์ระดับหรูที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของไทยคือ “Experiential Luxury through Complexity” โดยมีเสาหลักคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ระดับโลก (Medical and Wellness Tourism) 1 ซึ่งมัลดีฟส์ไม่สามารถแข่งขันได้ โดยไทยได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งจนเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการแพทย์และ Wellness และจุดขายนี้มีความสำคัญต่อตลาด Ultra-Luxury ที่ต้องการการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมและเป็นส่วนตัวอีกด้วย โดยการแพทย์ที่ต่างชาตินิยมมาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น ศัลยกรรมกระดูก, การผ่าตัดเสริมความงาม, และการบำบัดภาวะมีบุตรยาก (IVF)
นอกจากนี้ การผสานศูนย์บำบัดดีท็อกซ์, สปาแบบองค์รวม (Holistic Retreats), และการแพทย์เฉพาะทาง เข้ากับการพักผ่อนระดับ 6-7 ดาวในพื้นที่สงบอย่างหัวหิน เชียงใหม่ หรือเกาะสมุย เป็นข้อเสนอที่มีมูลค่าสูงที่มัลดีฟส์ไม่สามารถทำได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หากไทยต้องการเข้าถึงนักท่องเที่ยวระดับหรูหรา จะต้องยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับ Ultra-Luxury ไม่ใช่การทำซ้ำโมเดลของมัลดีฟส์ แต่เป็นการใช้จุดแข็งที่มีอยู่ของไทยในด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมและระบบสุขภาพระดับโลก เพื่อสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่า ซึ่ง ศักยภาพนี้จะไม่สามารถปลดล็อคได้อย่างสมบูรณ์หากประเทศไทยยังคงเพิกเฉยต่ออุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อจำกัดทางกฎหมายว่าด้วยการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ และ การขาดการปฏิรูปเชิงนโยบาย เพื่อเปลี่ยนโฟกัสจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณไปสู่มูลค่าสูง การดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ดินและการปรับปรุงกลไกการคลัง
สิ่งเหล่านี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “จุดหมายปลายทางที่ทุกคนเข้าถึงได้” ไปสู่ “จุดหมายปลายทางที่โดดเด่นและมีมูลค่าสูง” ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ขุมทรัพย์ใหญ่ เอกชนไทย
ขณะที่ด้านการลงทุนนั้น หากจะพูดถึงแล้ว ไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้าไปลงทุนในมัลดีฟส์ค่อนข้างสูง โดยจากข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ไทยมีการเข้าไปลงทุนมากเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยบริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในมัลดีฟส์ เช่น สิงห์ เอสเตท , บมจ.เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท , กลุ่มบริษัท เครือเซ็นทารา , ดุสิตธานี อินเตอร์เนชั่นแนล , เครือไมเนอร์ เป็นต้น
| บริษัท | ธุรกิจ | โครงการ |
|
บมจ.สิงห์ เอสเตท
(S) |
โรงแรม | ฮาร์ดร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ |
| ท่องเที่ยวครบวงจร | Crossroads Maldives | |
|
บมจ.เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท
(SHR) |
รีสอร์ท | SO/ Maldives |
| รีสอร์ท | SAii Lagoon Maldives | |
|
เครือเซนทารา
|
รีสอร์ท | Centara Ras Fushi Resort & Spa Maldives |
| รีสอร์ท | Centara Grand Island Resort and Spa Maldives | |
| โรงแรม | Centara Mirage Lagoon Maldives | |
| รีสอร์ท | Machchafushi Island Resort & Spa, The Centara Collection | |
|
บมจ.ดุสิตธานี
(DUSIT) |
รีสอร์ท | Dusit Thani Maldives |
| รีสอร์ท | dusitD2 Feydhoo Maldives | |
|
เครือไมเนอร์
|
รีสอร์ท | Anantara Kihavah Maldives Villas |
| รีสอร์ท | Avani+ Fares Maldives Resort |
บินตรงมัลดีฟส์ 4 เที่ยวบิน/สัปดาห์
ทั้งนี้ หากพูดถึงการเดินทางไปยังมัลดีฟส์ สมัยก่อน เชื่อว่าคงมีค่าใช้จ่ายสูงอยู่ไม่น้อย เพราะยังต้องอาศัยเครื่องบินเป็นหลัก และอาจต้องแวะพักระหว่างทางด้วย และมีเพียงไม่กี่สายการบินเท่านั้นที่มีบินตรงไปสู่มัลดีฟส์ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 4 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น ขณะที่ปัจจุบัน การเดินทางเริ่มง่ายขึ้น สายการบินเริ่มมีมากขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือ “บางกอกแอร์เวย์ส” ที่ปัจจุบันมีเที่ยวบินตรงไปยังมัลดีฟส์ถึง 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์) โดยเที่ยวบิน PG711 กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-มัลดีฟส์ เวลาออก 09.20-11.55 น. และ PG712 มัลดีฟส์-กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เวลาออก 12.50-19.30 น.
โดยปัจจุบันเส้นทางกรุงเทพฯ – มัลดีฟส์ เป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีศักยภาพ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย เช่น ไทย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้โดยสารที่เป็นผู้ประกอบการ และชาวท้องถิ่นที่เดินทางเข้า-ออก เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเส้นทางนี้อีกด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบัน อัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60 -65 % โดยบริษัทฯ เน้นกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในหลากหลายมิติ ทั้งการเชื่อมต่อเที่ยวบินผ่านสายการบินพันธมิตร (Codeshare/ Interline) ความร่วมมือกับเครือข่ายโรงแรม รีสอร์ต และพันธมิตรด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นตลาด และขยายฐานลูกค้าที่มีศักยภาพในภูมิภาคเอเชียและยุโรป
นอกจากเส้นทางมัลดีฟส์ แล้ว บางกอกแอร์เวย์ส ยังมีเส้นทางอื่นๆ ในต่างประเทศ ประกอบด้วย หลวงพระบาง สปป.ลาว , เสียมเรียบ กัมพูชา , พนมเปญ กัมพูชา , สมุย-ฮ่องกง , สมุย-สิงคโปร์ ขณะเดียวกัน ยังเตรียมที่จะขยายเส้นทาง สมุย-กัวลาลัมเปอร์ ในช่วงไตรมาส 4/2568
สรุป
แม้ว่ามัลดีฟส์จะยังเป็นเกาะที่ขนาดเล็กกว่าทุกจังหวัดในประเทศไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือการบริหารจัดการ และการหาจุดเด่นของตัวเอง อย่างการท่องเที่ยว จนสามารถผลักดันให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มตลาดพรีเมี่ยม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นจุดที่ไทยควรนำโมเดลนี้มาพัฒนาตลาดท่องเที่ยวในประเทศ จากเดิมที่เน้นเรื่องปริมาณหรือจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะไทยยังมีทรัพยากรและความหลากหลายที่จะสามารถดึงดูดตลาดกลุ่มนี้ได้อีกมหาศาล เพียงแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมองเห็น หรือพลักดันขึ้นมาได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากทำได้ อนาคตท่องเที่ยว และเศรษฐกิจไทย จะได้ถูกผลักดันจากมูลค่าท่องเที่ยวอย่างแท้จริงสักที
ที่มา : Maldives Monetary Authority , https://www.elibrary.imf.org/ , https://globalwellnessinstitute.org/

