5 เหตุผลที่นักลงทุนสถาบันเริ่มหันมามอง Ethereum
ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ราคา Ether สกุลเงินดิจิทัลของเครือข่าย Ethereum เพิ่มขึ้นกว่า 200% นับตั้งแต่จุดต่ำสุดในเดือนเมษายนและเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ในรอบ 30 วันที่ผ่านมาเป็นกว่า 4,600 ดอลลาร์ ยิ่งไปกว่านั้นมันกำลังมุ่งหน้าทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลเมื่อเดือน พ.ย.2021 ที่ระดับ 4,868 ดอลลาร์ ณ ขณะที่เขียนบทความนี้
เม็ดเงินไหลเข้ากองทุน ETF แบบ Spot ETH ในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม และต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคมแถมยังทำสถิติยอดไหลเข้ารายวันพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ในศักยภาพการลงทุนของสกุลเงินดิจิทัลอันดับสองของโลก
ทำไมจู่ๆ นักลงทุนสถาบันจึงให้ความสนใจกับเหรียญนี้จนขึ้นมาได้พื้นที่ในหน้าสื่อต่างๆ มากกว่าปกติในระยะนี้ จากก่อนหน้าที่เคยถูกปรามาสทั้งในแง่ราคาและมูลค่า ต่อไปนี้คือ 5 เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสนใจของสถาบัน
1. การครองความเป็นผู้นำในการเติบโตของตลาด Stablecoin
หนึ่งในตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดถึงบทบาทพื้นฐานของ Ethereum ในเศรษฐกิจดิจิทัลคือความเป็น “ผู้นำในตลาดบล็อกเชนสำหรับ Stablecoin” ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการเงินแบบดั้งเดิมกับโลกคริปโทฯ สถิติบอกว่า 54% ของการออก Stablecoin ทั้งหมดเกิดขึ้นบนบล็อกเชน Ethereum
การครองความเป็นผู้นำนี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนแบ่งการตลาดเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความไว้วางใจและประโยชน์ใช้งานที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมพึ่งพาเพิ่มขึ้น เพราะสำหรับสถาบันแล้ว Stablecoin มีความสำคัญอย่างยิ่งในการอำนวยความสะดวกในการชำระเงินข้ามพรมแดนได้อย่างราบรื่น
เนื่องจากการชำระบัญชีด้วย Stablecoin นั้นรวดเร็ว และเป็นสื่อกลางที่มีเสถียรภาพ สำหรับการทำธุรกรรมภายในโปรโตคอลการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ความปลอดภัย และสภาพคล่องของ Ethereum ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องการสำหรับการออกและซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่จำเป็นเหล่านี้
2.การปฏิวัติการเงินด้วยสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง (RWAs)
อีกแนวโน้มที่ดึงดูดความสนใจของสถาบันคือ การแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงให้เป็นโทเคน (RWA tokenization) บนบล็อกเชน Ethereum ลองจินตนาการถึงการปลดล็อกมูลค่าของทุกสิ่ง ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์และวิจิตรศิลป์ ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์และสินเชื่อส่วนบุคคล ทำให้เข้าถึงได้ง่าย มีสภาพคล่อง และสามารถเขียนคำสั่งลงไปได้บนบล็อกเชน
ด้วย RWA tokenization ทำให้สถาบันจะสามารถ “เพิ่มสภาพคล่อง” โดยการการแบ่งสินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องให้เป็นส่วนย่อย ทำให้สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันในตลาดโลก “เพิ่มความโปร่งใส” จากการใช้ประโยชน์จากบัญชีแยกประเภทแบบกระจายอำนาจของบล็อกเชน สำหรับบันทึกการเป็นเจ้าของและประวัติการทำธุรกรรมที่ชัดเจน
สถาบันสามารถ “ลดต้นทุน” ปรับปรุงกระบวนการ ลดคนกลาง และลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและ “ขยายการเข้าถึง” เพราะบล็อกเชนช่วยเปิดโอกาสการลงทุนให้กับนักลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งสถาบันและรายย่อย ตั้งแต่พันธบัตรรัฐบาลที่แปลงเป็นโทเคนไปจนถึงสินเชื่อที่แปลงเป็นหลักทรัพย์
3.ผลตอบแทนจากการ Staking ของ Ethereum และโซลูชัน L2
Ethereum ผ่านการยกเครื่องครั้งใหญ่ที่ชื่ออัปเกรด “The Merge” เปลี่ยนผ่านสู่กลไกการทำงานของบล็อกเชนเป็นแบบ Proof-of-Stake (PoS) ลดการใช้พลังงานจากระบบเดิม เปิดทางให้สามารถนำเหรียญมาฝากเพื่อรับผลตอบแทน (Staking) เป็น ETH สิ่งนี้เองที่ช่วยให้สถาบันสามารถสร้างรายได้แบบ passive income แถมยังมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย Ethereum ในอีกทางด้วย
ผลตอบแทนจาก Staking มักจะเทียบเท่าหรือเกินกว่าผลตอบแทนพันธบัตรบาลแบบดั้งเดิม ทำให้ดึงดูดพอร์ตการลงทุนของสถาบันที่ต้องการแหล่งรายได้ที่หลากหลาย
Mara Schmiedt ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Alluvia กล่าวว่า "Ethereum นำเสนอสิ่งที่ไม่เหมือนใครเป็นสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดผลผลิต" เพราะการทำ Staking สามารถสร้างผลตอบแทนพื้นฐานได้กว่า 3% ต่อปี พร้อมเสริมว่า บริษัทที่มองไปข้างหน้าไม่ได้แค่ถือ ETH เพื่อเก็งกำไร แต่กำลังผสานมันเข้ากับระบบการสร้างยีลด์ การบริหารทุน และการป้องกันความเสี่ยงในอนาคต
Lorien Gabel ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Figment ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการ Staking ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด ยังกล่าวว่าการ Staking กำลังกลายเป็น "ศูนย์กลางของธนาคารทั่วโลกสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล" การ Staking ยังช่วยลดปริมาณ ETH ที่หมุนเวียนในระบบและช่วยเพิ่มเสถียรภาพของราคา
นอกจากนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพของ Ethereum ผ่านโซลูชัน Layer-2 (L2) เช่น Arbitrum, Optimism และ Polygon ช่วยแก้ไขข้อกังวลหลักสำหรับการยอมรับจากสถาบัน ทั้งค่าธรรมเนียมสูงและความแออัดของเครือข่าย แต่ L2s ใช้วิธีประมวลผลธุรกรรมนอกเชนหลัก Ethereum จึงช่วยลดค่าธรรมเนียมได้อย่างมากและเพิ่มปริมาณธุรกรรมทำให้สถาบันมองว่าใช้ Ethereum แล้วคุ้ม
4.สองโลกกำลังเชื่อมกัน โดยมี Ethereum เป็นหัวหอก
การทำงานร่วมกันระหว่างการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) และโลกคริปโทฯ กำลังเร่งตัวขึ้น โดยมี Ethereum เป็นหัวหอก สถาบันไม่ได้ลงทุนใน ETH เพียงอย่างเดียวแต่กำลังสำรวจและรวมโปรโตคอลที่ใช้ Ethereum เข้ากับการดำเนินงานของตนเอง
Tom Lee ประธานกรรมการคนใหม่ของ BitMine Immersion Technologies (ฺBMNR) กล่าวว่า “Ethereum คือจุดที่วอลล์สตรีทจะมาบรรจบกับคริปโทฯ” บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น BitMine และ SharpLink Gaming ได้ปรับกลยุทธ์จาก Bitcoin หรือธุรกิจดั้งเดิมไปสู่การมุ่งเน้นการถือครองและจัดการ Ethereum ในคลัง
อย่างหุ้น BitMine หลังจากการประกาศการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Ethereum ราคาหุ้นขานรับพุ่ง 25% เช่นเดียวกับบริษัท SharpLink Gaming ที่ราคาเพิ่มขึ้นกว่า 400% ขณะที่บริษัทอื่นๆ เช่น Coinbase, Exodus Movement และ Mogo ก็ได้เข้าซื้อและถือครอง Ethereum ในงบดุลเช่นกัน
5. ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ
ก่อนหน้านี้ อัยการสูงสุดนิวยอร์กเคยขอให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) สหรัฐฯ จัดให้ ETH เป็นหลักทรัพย์ คล้ายกรณี XRP ของ Ripple ที่ถูกฟ้องและกระทบการยอมรับใช้อย่างหนัก (ณ เดือนสิงหาคม 2025 คดีปิกฉากลงอย่างเป็นทางการแล้ว)
อย่างไรตาม เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา Paul Atkins ประธาน SEC สหรัฐฯ ระบุแบบไม่เป็นทางการว่า Ethereum ไม่ใช่หลักทรัพย์ แต่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์เช่นเดียวกับ Bitcoin ทำให้ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์และถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของคริปโทฯ อื่น ๆ และยังกล่าวด้วยว่าบริษัทต่าง ๆ มีอิสระในการตัดสินใจว่าจะนำเงินไปลงทุนที่ใด และใช้กลยุทธ์แบบไหน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะไปชี้นำ
ข่าวนี้ยิ่งกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน เพราะจะทำให้เกิดมุมมองที่ว่า ETH มีสถานะทางกฎหมายที่มั่นคงขึ้น สามารถลงทุนได้โดยไม่เสี่ยงต่อข้อพิพาทด้านกฎหมาย
ขณะที่ กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ ที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามอนุมัติเมื่อเดือน ก.ค.ให้มีผลใช้บังคับแล้วนั้น มีการกำหนดกรอบกำกับดูแลชัดเจนสำหรับ Stablecoin อย่างที่ทราบกันดีว่าส่วนใหญ่ใช้เครือข่าย Ethereum ส่งผลให้ ETH ได้รับประโยชน์โดยตรงทั้งจากการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและความเชื่อมั่นของสถาบัน
การรับรองทางกฎหมายนี้เอื้อต่อการลงทุนและการถือครอง ETH ของผู้เล่นรายใหญ่ และยกระดับ Ethereum เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบการเงินดิจิทัล
ทั้งหมดนี้ น่าจะช่วยทำให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่า ความสนใจของสถาบันต่อ Ethereum ไม่ใช่แนวโน้มที่ฉาบฉวยแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน ทั้งการครองความเป็นผู้นำในการออก Stablecoin การเป็นผู้บุกเบิกในการโลก RWAs ผลตอบแทนจากการ Staking และโซลูชันการปรับขนาดที่กำลังพัฒนา สิ่งเหล่านี้กำลังตอกย้ำตำแหน่งของ Ethereum ในฐานะเลเยอร์โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับอนาคตของการเงิน
Reference : reuters.com investopedia.com nypost.com onesafe.io Coinstats.app ainvest.com cryptopolitan.com marketwatch.com











